นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลังบินสำรวจพื้นที่ต้นน้ำ อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งประสบภัยฝนตกหนัก ฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร จนเกิดดินสไลด์และน้ำป่าไหลบ่า ตัดขาดเส้นทางเข้าหมู่บ้าน โดยจากการสำรวจพบว่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ผ่อนปรนทำกินเดิม ยังคงมีการทำเกษตรเชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูงชัน โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดจนมีลักษณะเป็น “เขาหัวโล้น” เกือบถึงยอดเขา เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินเมื่อเกิดฝนตกหนัก

รมว.ทส. กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมป่าไม้เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนทันที โดยย้ำว่าพื้นที่ผ่อนปรนให้อาศัยและทำกินนั้น ต้องอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่การปลูกพืชได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ 11 ชุมชน เนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ จะต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว มาเป็นการทำเกษตรขั้นบันได ลดสารเคมี และปลูกไม้ยืนต้นพื้นถิ่นร่วมกับพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่า เช่น กาแฟ โกโก้ อะโวคาโด และไม้ผล เพื่อช่วยยึดหน้าดินและชะลอการไหลของน้ำ เช่นเดียวกับตัวอย่างสำเร็จในพื้นที่บ้านภูคาที่เริ่มปรับเปลี่ยนแล้ว


“เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ต้องใช้เป็นบทเรียนสำคัญ รัฐไม่ได้มองว่าชาวบ้านดั้งเดิมเป็นผู้บุกรุกทั้งหมด แต่คน ชุมชน และธรรมชาติ ต้องอยู่ร่วมกันได้ หากเป็นพื้นที่ต้นน้ำหรือมีความลาดชันสูง ต้องร่วมกันฟื้นฟูด้วยไม้ยืนต้น ยึดหลักกติกาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก” นายสุชาติ กล่าว



