อย่างสถานที่ที่เคยไปเยือน เรื่องราวของผู้คนในพื้นที่ สัมผัสวิถีชีวิตแบบที่ดำเนินไปในแต่ละวัน และร่วมลงมือทำด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารพื้นถิ่น การทำงานหัตถกรรมการทำเกษตร หรือการร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความทรงจำที่ลึกซึ้งกว่าการถ่ายภาพ
ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า ทุกครั้งที่ออกเดินทางล้วนทิ้งร่องรอยไว้ในพื้นที่ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและเศรษฐกิจ เกิดคำถามใหม่ว่า การเดินทางของเราจะสร้างผลกระทบแบบไหนให้กับสถานที่แห่งนั้น หลายคนเริ่มเลือกที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนร้านอาหารท้องถิ่น ซื้อสินค้าจากชุมชน ใช้บริการผู้ประกอบการในพื้นที่ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อีกแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือนักท่องเที่ยวเริ่ม หลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีความแออัดหรือที่เรียกว่า Overtourism เพราะพวกเขาต้องการประสบการณ์ที่สงบเป็นธรรมชาติและได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่มากกว่าจึงหันไป เลือกเมืองรองหรือชุมชนที่ยังคงอัตลักษณ์ไว้ได้อย่างเข้มแข็ง


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ต่อยอดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไปสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) รูปแบบการเดินทางที่มุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) มีเป้าหมายเพื่อทำให้แหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่ที่นักเที่ยวไปเยือนมีสภาพดีขึ้นกว่าเดิม โดยนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมโดยการช่วยกันฟื้นฟู ซ่อมแซม เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาวัฒนธรรม เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
แหล่งท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ฟื้นฟูชุมชน พาผู้มาเยือนสัมผัสวิถีชีวิตคนท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นการพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังส่งเสริมให้คนนอกพื้นที่และคนในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นการฟื้นฟูรอยยิ้มและเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
อย่าง Tohsang Cotton Village จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีแนวทางการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้าย ที่เคยเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนในพื้นที่ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ซื้อผ้าเป็นของฝาก แต่ได้เรียนรู้ตั้งแต่การปั่นฝ้าย ย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงการทอผ้า ทำให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าของงานหัตถกรรม และสร้างรายได้โดยตรงให้กับช่างทอในชุมชน


ฟื้นฟูวิถีเกษตรอินทรีย์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาล ทำกิจกรรมเชิงเกษตร จับจ่ายพืชผักออร์แกนิกส์ สนับสนุนระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน นอกจากช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์จำหน่ายเฉพาะผักและผลผลิตตามฤดูกาล ซึ่งเป็นการเคารพธรรมชาติและวงจรการผลิต พร้อมสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร ทำให้ทุกการเลือกซื้อของนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชุมชน และส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน
ฟื้นฟูที่พัก สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวในฐานะแขกผู้เข้าพักเลือกใช้บริการที่พักที่คิดมาเพื่อโลก ออกแบบและบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะโรงแรมที่ใช้พลังงานหมุนเวียนโฮมสเตย์ที่มีระบบจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง รวมถึงที่พักที่สร้างจากวัสดุในท้องถิ่น และให้ความสำคัญกับผู้คนและย่านรอบตัว
ลงใต้ไปที่ กะช่องฮิลล์ รีสอร์ท จังหวัดตรัง ที่พักที่ออกแบบประสบการณ์ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นคุณค่าของการเดินทาง ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ผ่านการจ้างงาน การใช้บริการ และการสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่น ทำให้ชุมชนเห็นว่าการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน


ฟื้นฟูอาหาร การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอาหารอร่อยที่ปรุงอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบท้องถิ่น สะท้อนรากเหง้าและภูมิปัญญาของพื้นที่ ส่งเสริมให้ผู้มาเยือนเข้าใจการกินอย่างรู้ที่มา รู้ต้นทางตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงจานอาหาร ช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
หนึ่งในนั้นคือ ร้านข้าวใหม่ปลามัน คือร้านอาหารในตำบลแพรกหนามแดง อยู่เกือบสุดเขตจังหวัดเล็ก ๆ อย่างสมุทรสงคราม ที่นี่ไม่เพียงเลือกใช้ผลผลิตจากพื้นที่น้ำกร่อยและป่าชายเลนของสมุทรสงคราม ยังรวมไปถึงฟื้นฟู อนุรักษ์ภูมิปัญญาการปรุงอาหารท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ยังเน้นการรับซื้อวัตถุดิบธรรมชาติจากชาวบ้านโดยตรง เช่น ปู กุ้ง ปลา มาปรุงอาหารด้วยวิธีทั่วไป ต้ม ผัด ทอด ย่าง
การเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่รับซื้อโดยตรงจากชาวบ้าน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและเพิ่มคุณค่าให้กับผลผลิตท้องถิ่น ทั้งยังเลือกเสิร์ฟอาหารตามฤดูกาลเพื่อเล่าเรื่องราวของระบบนิเวศให้ลูกค้าเข้าใจผ่านจานอาหาร แล้วเสริมจานเอกลักษณ์อย่างหนามพุงดอ ผักพื้นบ้านที่คนอาจหลงลืมไปแล้ว นำมาผัดไข่แทนใบเหลียงสร้างเมนูใหม่ หรือไอศกรีมชะครามซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น เพื่อฟื้นมูลค่าให้วัตถุดิบในพื้นที่ ดีทั้งต่อร้านและผู้ผลิตชุมชน


ฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ คือการท่องเที่ยวที่มีการออกแบบออกแบบกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวทุกคนมีส่วนร่วม เรียนรู้ และร่วมช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับคนท้องถิ่น
การเลี้ยงผึ้งชันโรงที่ สมดุล บี แซงชัวรี จังหวัดสมุทรสงคราม สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูที่เริ่มต้นจากการดูแลธรรมชาติ จากจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรร่วมกับป่า และ Farm Table ริมสายน้ำแม่กลอง สมดุล บี แซงชัวรี พื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และระบบนิเวศเข้าไว้ด้วยกัน โดยให้ผึ้งเป็นพระเอกแห่งความสมดุล เมื่อผึ้งพื้นเมืองและชันโรงซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการผสมเกสรพืชอาหารทั่วโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ที่นี่จึงร่วมกับศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสรในการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูกไม้ดอกพื้นถิ่นหมุนเวียนตลอดทั้งปี เพื่อเป็นแหล่งอาหารและบ้านที่ปลอดภัย นอกจากบทบาทสำคัญในการผสมเกสรของผึ้งชันโรงแล้ว ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดชันโรงที่เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในท้องถิ่นไปพร้อมกัน


ที่สมุทรสงครามยังมี โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน วิชานิเวศบนผืนเลน 200 ไร่ จากผืนแผ่นดินที่เคยรกร้างกลายเป็นป่าชายเลนสมบูรณ์ที่ช่วยให้ความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น เพราะป่าชายเลนคือแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เคยหายไปกลับมาสร้างรายได้ให้ประมงพื้นบ้านเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เช่นเดียวกับระบบนิเวศที่ฟื้นคืน หอยปากเป็ดหรือหอยราก ไปจนถึงตัวนาก และเสือปลา ต่างกลับมาในพื้นที่
โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาศึกษา และทำกิจกรรมท่ามกลางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทั้งเดินสำรวจป่าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมความงามของอุโมงค์ต้นโกงกางระยะทางกว่า 1.3 กิโลเมตร ตามหาสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ใต้ผืนโคลน ส่วนกิจกรรมปลูกป่า เน้นการปลูกปกป้องไม่ให้ป่าด้านในพัง โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน นักท่องเที่ยวจะได้ช่วยกันเก็บฝักโกงกางเพื่อนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เป็นเวลาที่เหมาะกับกิจกรรมพายเรือคายัค เพราะน้ำจะเต็มและใสจนมองเห็นกุ้งเล็กปลาน้อยที่อยู่ตามรากไม้
หากมีเวลาเลยต่อไปที่จังหวัดเพชรบุรีแวะ ภูษาคาเฟ่ ที่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของเพชรบุรี ทุกเมนูของที่นี่ออกแบบให้เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นอีกช่องทางที่ช่วยส่งเสริมผลผลิตของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลโตนดที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัว การสืบสานงานหัตถศิลป์ผ้าลายอย่างที่เกือบสูญหาย ผ้าลายอย่างเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านละครพีเรียดแนวอยุธยาหลายเรื่องของไทย การส่งเสริมผลผลิตจากเกษตรกรในชุมชน ไปจนถึงการรักษาอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมเรือนไทยแบบเพชรบุรีให้คงอยู่
แล้วอย่าลืมแวะชมความงดงามของ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน วังไม้สักริมทะเลอันงดงาม ผ่านกาลเวลามากว่า 100 ปี วันนี้เปลี่ยนบทบาทจากพระราชฐานที่ประทับในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม ผ่านการดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การอนุรักษ์และบูรณะมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งตัวอาคารและระบบสาธารณูปโภค มรดกทางภูมิปัญญา ที่ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผ่านดนตรี ภาษา วรรณกรรม อาหาร และเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นการฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ครูดนตรีไทยบรรเลงในท้องพระโรง และการดูแลระบบนิเวศสันทรายชายฝั่งที่ตัวอาคารตั้งอยู่ หนึ่งในภารกิจสำคัญของการฟื้นฟูคือการรื้อถอนต้นสนทะเล ไม้ต่างถิ่นที่แผ่สารยับยั้งการเจริญเติบโตของเมล็ดพืชชนิดอื่น



