เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 69 ที่กุฏิไสวเงิน วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมคณะสงฆ์ ยังคงรับการถวายกำลังใจจากญาติโยมและพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาทำบุญอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดทั้งวันมีประชาชนร่วมทำความสะอาดบริเวณวัดและห้องน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบและอบอุ่น

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินของวัดว่า เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2547 และดำเนินมายาวนานกว่า 22 ปี หากทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินของศาล เรื่องก็น่าจะยุติและไม่มีเหตุให้ต้องหวาดระแวง แต่เนื่องจากยังมีฝ่ายที่ไม่ยอมรับคำตัดสิน จึงทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเคยได้รับคำพูดในลักษณะข่มขู่ว่า หากแพ้คดีวัดก็ต้องอยู่ไม่ได้ แต่ไม่ขอระบุว่าเป็นคำพูดของใคร พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการตอบโต้หรือกล่าวหาใคร เพราะไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายและสร้างความเดือดร้อนแก่ทุกฝ่าย

“ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา เรื่องยังไม่ยุติ เป็นใครก็ต้องกลัว เพราะไม่รู้ว่าจะต้องพบกับเหตุการณ์ใดบ้าง ที่ผ่านมามีผู้เดินทางมาที่วัดช่วงตี 4 ตี 5 รวมถึงยามวิกาลหลายครั้ง ทางวัดมีภาพถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด แต่ไม่เคยนำไปปรักปรำหรือฟ้องร้องใคร” พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าว

พระครูอดุลสารนิเทศ ยังย้อนเหตุการณ์ในปี 2562 ว่า เคยมีคนจำนวนมากเดินทางมาบริเวณหน้ากุฏิ ส่งเสียงดังและขับไล่ โดยมีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่มีตำรวจอยู่ในพื้นที่เพียง 2 นาย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รู้สึกหวาดกลัว จึงจำเป็นต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนกรณีภาพเหตุการณ์การมอบโฉนดที่ดิน พระครูอดุลสารนิเทศชี้แจงว่า อาตมาอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว และมองว่าเป็นการถวายโฉนดให้วัด ไม่ใช่เพียงการนำเอกสารมาให้ดู โดยตนไม่ได้รับโฉนดไว้ด้วยตัวเอง เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาหรือถูกฟ้องร้องในภายหลัง จึงให้พระอาวุโสเป็นผู้รับแทน ขณะที่ทางวัดมีสมุดบัญชีผ้าป่าซึ่งระบุข้อความเกี่ยวกับการถวายโฉนดเป็นหลักฐาน

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวถึงกระบวนการจัดตั้งวัดว่า ต้องผ่านขั้นตอนของคณะสงฆ์หลายระดับ ตั้งแต่เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ก่อนเข้าสู่มหาเถรสมาคม และเมื่อมีประกาศตั้งวัดแล้วจึงส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ จึงไม่ใช่กระบวนการที่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้โดยง่าย

เจ้าอาวาสระบุว่า ในช่วงการดำเนินการจัดตั้งวัด อาตมาต้องจัดทำแผนที่และแผนผังภายในวัดด้วยตนเอง ทั้งตำแหน่งกุฏิและเสนาสนะต่าง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 30 ปี เอกสารและลายมือชื่อของบุคคลในยุคนั้นย่อมเลือนหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมีการประกาศจัดตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแล้ว

สิ่งที่พระครูอดุลสารนิเทศ เป็นห่วงมากที่สุดในเวลานี้ คืออนาคตของวัดหลังจากอาตมาพ้นหน้าที่ โดยฝากถึงเจ้าอาวาสองค์ต่อไปให้ช่วยกันรักษาผืนป่าและสภาพแวดล้อมของวัด ไม่เปิดทางให้บุคคลเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อทำธุรกิจหรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศ

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวอีกว่า หากมีการนำพื้นที่วัดไปให้เช่าเพื่อก่อสร้างหอพักหรือประกอบกิจการ ย่อมเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามมา และอาจทำให้สภาพของวัดป่าเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องการรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ให้เป็น “ปอดของเมืองขอนแก่น” และเป็นพื้นที่สีเขียวของชุมชน

พร้อมกันนี้ เจ้าอาวาสยังฝากถึงทุกฝ่ายให้ยอมรับกระบวนการยุติธรรมและคำตัดสินของศาล โดยไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้ากันอีก

“ถ้ามีการทะเลาะกันก็ควรให้อภัยกัน อาตมาไม่ต้องการโต้เถียง พวกเราเรียนตามตำรา แต่อาตมาเรียนตามธรรมชาติ เอาธรรมชาติเป็นครูบา เอาทายกทายิกาเป็นยาชูกำลัง” พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าว

ท้ายที่สุด พระครูอดุลสารนิเทศ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องการฝากไว้ไม่ใช่เพียงเรื่องข้อพิพาท แต่คือการรักษาเจตนารมณ์ของวัดป่าให้คงอยู่ต่อไป เพื่อให้คนรุ่นหลังยังมีพื้นที่ธรรมชาติสำหรับปฏิบัติธรรม พักใจ และเป็นพื้นที่สีเขียวสำคัญของเมืองขอนแก่น พร้อมขอให้ทุกฝ่ายเคารพคำตัดสินของศาลและยุติความขัดแย้งด้วยความเข้าใจ.