เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สัมภาษณ์ประชาชนในย่านสยาม ถึงกรณีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พร้อมศิษย์เก่า รวมตัวกันแสดงจุดยืนคัดค้านการย้ายสถานที่ตั้งสถาบัน เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนแนวทางการย้ายสถานศึกษา พร้อมยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการย้ายวิทยาเขตอุเทนถวาย โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษาต่างสถาบัน รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

นายสุริยา สางทุกข์ อายุ 42 ปี อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างมา 3 ปี และเป็นคนในพื้นที่ เปิดเผยว่า ตนเคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาบ้าง โดยในช่วงที่เกิดปัญหา มักพบว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกพวกไปหาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือมีการปะทะกันกลางถนน ซึ่งตนเองที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไปมาก็เคยพบเห็นเหตุการณ์ที่มีการใช้กำลังกันอยู่บ่อยครั้ง โดยจุดที่มักพบเหตุการณ์เหล่านี้จ ะเป็นบริเวณย่านโรงเรียนของทั้งสองฝ่าย รวมถึงบริเวณแถวศูนย์การค้าเอ็มบีเค

เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับการย้ายสถานศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการยกพวกตีกัน นายสุริยา มองว่า วิธีดังกล่าวอาจช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็มีมุมมองและความคิดเห็นที่หลากหลาย เนื่องจากทางฝั่งสถาบันเองก็คงไม่อยากย้าย เพราะสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่มานานแล้ว อีกทั้งยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเคยศึกษาอยู่ที่นี่

ส่วนผลกระทบต่อตัวเองจากปัญหาดังกล่าว นายสุริยา มองว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากกลุ่มนักศึกษาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ประชาชนอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลูกหลงจากการทะเลาะวิวาท นายสุริยา เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดและเป็นปัญหาของสังคมเช่นกัน เพราะเมื่อเกิดการปะทะกันขึ้นมา ประชาชนทั่วไปกลับไม่รู้ว่าจะต้องหลบหนีหรือใช้ชีวิตอยู่อย่างไร อีกทั้งในบางครั้ง กลุ่มเด็กและเยาวชนเหล่านี้ยังมีการใช้อาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องในการก่อเหตุอีกด้วย

เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่รัฐมนตรีออกมาประกาศเรื่องการย้ายสถาบัน จนเกิดการประท้วงขึ้น นายสุริยา ระบุว่า ไม่ต้องการตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่สำหรับประเด็นการย้ายสถานศึกษานั้น ตนเห็นเรื่องลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว และมักมีการยื้อยุดกันไปเรื่อย ๆ โดยมองว่าภาครัฐน่าจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากฝ่ายหนึ่งไม่ยอมย้าย ขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้ย้าย

นายสุริยา ยังมองว่า หากพิจารณาในมุมที่เป็นกลาง ควรมีการจัดการให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเลือกที่จะย้ายทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ก็น่าจะมีเหตุผลและสามารถช่วยแก้ปัญหาให้จบลงได้ดีกว่า

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงประเด็นความกังวลว่าหากมีการย้ายสถานศึกษาไปแล้ว กลุ่มดังกล่าวจะกลับมาทะเลาะวิวาทกันอีกหรือไม่ นายสุริยาได้สะท้อนมุมมองว่า ปัญหานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมานานหลายสิบปีแล้ว เปรียบเสมือนเรื่องที่ถูกปลูกฝังกันมาอย่างยาวนาน

น.ส.ปิยะภัทร อายุ 26 ปี อาชีพเอเจนซี่บริษัทแห่งหนึ่ง เปิดเผยถึงความคิดเห็นต่อกระแสข่าวการย้ายสถานที่ศึกษาของอุเทนถวายว่า ส่วนตัวมองว่าปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษาของทั้งสองสถาบันหรือโรงเรียน ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่าจะเป็นปัญหาที่ตัวโรงเรียนในทางหลักการ แต่กลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลับส่งผลเสียต่อโรงเรียน ทำให้บุคคลภายนอกมองว่าโรงเรียนมีส่วนทำให้เด็กนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน

เมื่อถูกถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับการย้ายสถานศึกษา น.ส.ปิยะภัทร กล่าวว่า หากพูดตามตรง ส่วนตัวอยากให้มีการย้าย เนื่องจากเมื่อทั้งสองสถาบันตั้งอยู่ใกล้กัน ก็ทำให้เกิดความเขม่นกันได้ง่าย การย้ายพื้นที่ออกไปจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นใจนักเรียนบางคนที่ตั้งใจเข้ามาศึกษาเล่าเรียนจริง ๆ แต่กลับต้องมาเผชิญกับสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น

เมื่อสอบถามถึงประเด็นการปิดตำนานความบาดหมางระหว่างสถาบัน น.ส.ปิยะภัทร แสดงความคิดเห็นว่า จริง ๆ แล้ว หากคนจะทะเลาะวิวาทกัน ต่อให้อยู่ที่ไหนก็สามารถทะเลาะวิวาทกันได้ โดยเมื่อกล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการย้ายสถาบันเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา น.ส.ปิยะภัทร มองว่า หากภาครัฐต้องการดำเนินการเรื่องการย้ายอย่างจริงจัง ก็น่าจะสามารถทำได้จริง แต่อาจต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากนักเรียนเองหรือผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วย

น.ส.ปิยะภัทร จันทคาม กล่าวว่า นักเรียนบางคนมีบ้านอยู่ใกล้สถาบันและผู้ปกครองต้องการส่งลูกหลานให้เรียนใกล้บ้าน จึงไม่อยากให้มีการย้ายไปอยู่ไกล ๆ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองค่าเดินทางและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการย้ายสถานที่อาจมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาการทะเลาะวิวาทได้บ้างเล็กน้อย เนื่องจากการเดินทางไปปะทะกันในระยะทางที่ไกลขึ้นอาจทำได้ยากขึ้นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงมาตรการหรือคำขู่เกี่ยวกับการยุติการใช้ความรุนแรง น.ส.ปิยะภัทร มองว่า หากจะทำให้เกิดขึ้นจริงคงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะพฤติกรรมดังกล่าวมีการปลูกฝังกันมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง และฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของเด็กกลุ่มนี้ไปแล้วว่า สองโรงเรียนนี้ไม่ถูกกัน ดังนั้น การที่ภาครัฐจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาเพียงข้ามคืน จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

“ถ้าวันหนึ่งมันแก้ไขไม่ได้แล้ว เราดันเป็นคนที่โดนลูกหลง โอ้โห ถ้าเรื่องการแก้ปัญหานี่มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเลยค่ะ จริง ๆ มันไม่ได้เป็นที่โรงเรียนแหละ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ๆ ว่าเขาโดนปลูกฝังมาจากรุ่นพี่เขาอีกทีหนึ่ง หรือโดนปลูกฝังจากกลุ่มของเขามาอีกทีว่ามันจะต้องตีกันนะ มันจะต้องไม่ถูกกันนะ ต่อให้เราพยายามไปเปลี่ยนเขายังไง เขาก็จะยังมีความต่อต้านลึก ๆ ในใจว่า เฮ้ย ไม่ได้ เพราะว่ารุ่นก่อนเขาทำมาแบบนี้ รุ่นหลังก็ต้องสานต่อประมาณนั้นค่ะ แต่ว่ายังไงก็ยังคิดว่าหนทางในการป้องกันมันมี เพียงแต่ว่าภาครัฐอาจจะต้องลงมาช่วยอย่างจริงจัง ต้องพูดอย่างนี้ดีกว่า” น.ส.ปิยะภัทร กล่าวทิ้งท้าย