เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) อ้างว่ามีผู้สมัคร สว.อ่างทอง โทรศัพท์มาถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์  ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ในกระบวนการเลือก สว.ไม่ว่าจะระดับใดก็แล้วแต่ แล้วมองว่าการตรวจสอบสามารถทำได้ พร้อมตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีกฎหมายรองรับ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็ได้ให้ความร่วมมือไปชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีข้อกล่าวหา

นายกรวีร์ ได้ถามกลับไปยังไอลอว์ว่า สิ่งที่นำมาเปิดเผยเกี่ยวกับข้อมูลการโทรศัพท์เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และการได้มาซึ่งข้อมูลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่มีข้อกล่าวหาจาก กกต. แล้วตนได้เข้าไปชี้แจงแล้วนั้น ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการโทรศัพท์ ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ

“ข้อมูลสิ่งที่ไอลอว์นำมาเปิดเผย เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นข้อเท็จจริง เป็นความจริงหรือไม่ ผมไม่เคยไปให้ข้อมูลเรื่องนี้ หรือไม่เคยถูก กกต.ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องนี้มาก่อน ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และไม่แน่ใจว่าการทำแบบนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายกรวีร์ กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาที่มีการพาดพิง ว่าผู้สมัคร สว.โทรศัพท์หาในวันเลือกระดับประเทศ โดยอ้างเซลโทรศัพท์วาดพิกัดอยู่ในพื้นที่ใกล้เมืองทองธานี ยืนยันไม่ใช่ความจริง เพราะวันนั้นตนอยู่ที่ จ.อ่างทอง แต่ไม่แน่ใจว่าในวันนั้นมีใครโทรเข้าโทรออกหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว  สำหรับการพาดพิงมีการปล่อยออกมาเป็นซีรีส์ จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่เปิดมามีเรื่องไหนบ้างที่ผิดกฎหมาย ก่อนหน้านี้มีการพาดพิงถึงบุคคลใกล้ชิด แต่ครั้งนี้พาดพิงมายังตัวเอง

ครั้งนี้ที่มีการพาดพิงเรื่องข้อมูลการโทรเข้าโทรออก จึงย้ำถามว่า 1. ได้มาถูกต้องหรือไม่ 2. ได้มาอย่างไร 3. แม้จะมีการโทรฯ จริง มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ตนเองก็ทำผิดกฎหมาย หรือมีส่วนร่วมกับกระบวนการเลือก สว. แต่เป็นการจับแพะชนแกะ จับเหตุการณ์มาชนกัน และสร้างภาพให้สังคมได้เชื่อว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ไม่ได้มีความตั้งใจ ที่จะไปฟ้องร้องนายยิ่งชีพ ผอ.ไอลอว์ แต่เมื่อมาพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยและในฐานะที่ตนเป็นกรรมการบริหารพรรค จึงต้องดำเนินคดี ส่วนในครั้งนี้ ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาข้อกฎหมายว่าจำเป็นต้องฟ้องร้องหรือไม่ หากเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล จนทำให้สังคมส่วนใหญ่ออกมาต่อว่าทำให้เสียหาย ก็จำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้อง.