24 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล (International Day of Climate Action) ที่ย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังโลกเผชิญอุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลายเร็ว และภัยพิบัติที่เกิดบ่อยครั้ง รุนแรง และคาดเดาได้ยากขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น
ข้อมูลจากรายงานดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ปี 2026 (Climate Risk Index: CRI) โดยองค์กรเจอร์แมนวอตช์ (Germanwatch) ระบุว่า ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือพื้นที่เสี่ยงสูงจากโลกร้อน (Climate Change Hotspots) เนื่องจากปัจจัยด้านระบบนิเวศ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ประชาชนและสิ่งมีชีวิตในพื้นที่มีโอกาสได้รับผลกระทบและความสูญเสียจากภัยพิบัติรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น
เปิด 10 วาระสู้โลกร้อน
ข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุว่า ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี มีการประกาศ 10 วาระขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘คอปแห่งอนาคต’ (COP of the Future) ได้แก่
1. ขยะเหลือศูนย์และการลดก๊าซมีเทน
2. พลังงานสะอาดและการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
3. ความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืน
4. การปรับปรุงอุตสาหกรรมสีเขียว
5. มหาสมุทรและท้องทะเล
6. เมืองที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ
7. การมีส่วนร่วมของเยาวชน
8. ระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
9. การดำเนินงานร่วมกันข้ามภาคส่วน
10. การดำเนินการตามเป้าหมายเอ็นดีซี (NDC)
เพื่อให้การดำเนินงานมีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ จึงมีการเสนอเป้าหมาย 6 ข้อที่ต้องการผลักดันภายในปี 2573 และ 2578 ได้แก่
1. เพิ่มอัตราการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก ให้ถึง 35% ภายในปี 2578
2. ลดอัตราการเพิ่มขึ้นของขยะลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2578
3. ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานในอาคาร อย่างน้อย 25% ภายในปี 2578
4. เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุหมุนเวียนในภาคการผลิตและโรงงาน ให้ถึง 15% ภายในปี 2578
5. บรรจุเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลักสูตรการศึกษา ภายในปี 2573 พร้อมสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนภายในปี 2578
6. จัดตั้งกลไกใหม่เพื่อประสานเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศกับนโยบายเศรษฐกิจ ในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนไปถึงพื้นที่ปฏิบัติงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ไทยปรับแผน รับมือโลกเดือด
สำหรับประเทศไทย มีการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Emission Development Strategies: LT-LEDS) เพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเตรียมเสนอยุทธศาสตร์ฉบับปรับปรุงต่อกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก่อนการประชุมคอป 31
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้มุ่งใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) โดยพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และดูแลให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงพลังงานที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม
ดึงธุรกิจร่วมลดคาร์บอน
ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและสมาชิกภาคธุรกิจตลอด 33 ปีที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการดำเนินงานของธุรกิจไทยให้เป็นต้นแบบองค์กรคาร์บอนต่ำและยั่งยืน
เครือข่ายสมาชิกครอบคลุมอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ ยานยนต์ กระดาษและวัสดุการพิมพ์ พลังงานและสาธารณูปโภค ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี และการเงินการธนาคาร
นอกจากนี้ TBCSD ยังจัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดทิศทางและบทบาทขององค์กรในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งขยายผลการดำเนินงานสู่ระดับนโยบายของประเทศ เปิดโอกาสให้สมาชิกแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดแนวทางให้ภาคธุรกิจไทยนำไปปรับใช้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ



