เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กภาพข่าวนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงการใช้มาตรา 226 ดำเนินการกับ สว. ต้องครบ 3 เงื่อนไข ทั้งทุจริต รู้เห็น มีหลักฐานเลือกไม่สุจริตถึงส่งศาลฎีกาได้

โดยนายสมชัย ระบุว่า หาทางลงให้นาย หรือ ส่งนายเข้าคุก การแถลงของเลขาธิการ กกต. เมื่อ 23 สิงหาคม 2569 ว่า การจะส่งชื่อ สว. และผู้เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ต่อ ศาลฎีกา ต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ประการตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ คือ 1) ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครเท่านั้น คนอื่นทำให้โดยไม่รู้ไม่ผิด 2) เข้าข่ายการกระทำทุจริตตามกฎหมายเลือก สว. และ 3) มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

คำให้สัมภาษณ์คล้ายชี้ทางลงในการวินิจฉัยของ กกต. แต่ละเลยที่จะกล่าวถึงรายละเอียด ใน ก.ม.ประกอบรัฐธรรมนูญ คือ พ.ร.ป.การได้มา สว. เป็นการพูดที่ฉลาดหลักแหลมหรือแกล้งโง่กันแน่?? เป็นการหาทางลงให้นาย หรือส่งนายเข้าคุกแทน!!

1. มาตรา 77 พ.ร.ป.สว. กล่าวถึงฐานความผิด 4 อย่าง คือ 1) ให้ สัญญาว่าจะให้ 2) แนะนำตัวโดยมหรสพ 3) เลี้ยง รับจะจัดเลี้ยง 4) หลอกลวง ข่มขู่ โดยทั้ง 4 กรณี จั่วหัวด้วยคำว่า “ผู้ใด” จึงไม่จำกัดว่า ต้องเป็นผู้สมัครทำเท่านั้น

2.มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.สว. ระบุว่า หากประกาศผลการเลือก สว. แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร หรือ “ผู้ใด” กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ก็ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อ “ศาลฎีกา”

3.โจรมันปล้นทรัพย์ เห็นชัด ๆ ว่าปล้นมา รับของโจร แม้ไม่ได้ปล้นเอง ก็ผิดครับ ดังนั้น หากผู้สมัคร สว. แม้ไม่ได้ทำความผิดเอง แต่รู้เห็นการกระทำผิด แล้วได้ประโยชน์จากการกระทำผิด ก็เชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด

4.ลุงแหวง คิดอะไรอยู่หรือเปล่าครับ