เมื่อวันที่ 25 ส.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในปีงบประมาณ 2570 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ศธ.มีแผนที่จะนำระบบ Transfer มาใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยลดขั้นตอนและภาระงานที่ซ้ำซ้อน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในกระทรวง ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยให้เกิดการประหยัดงบประมาณในบางส่วน และทำให้มีงบประมาณเหลือจากการลดค่าใช้จ่ายและงานที่ซ้ำซ้อน โดยตนตั้งใจว่าจะนำงบประมาณส่วนดังกล่าวมาปรับเป็นงบลงทุนของ ศธ. เพื่อเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนจากปัจจุบันประมาณ 4-5% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ให้ได้

“ผมตั้งใจว่าเงินส่วนที่ประหยัดได้จากการนำเทคโนโลยีมาใช้ จะนำมาปรับเป็นงบลงทุน เพราะปัจจุบันงบลงทุนของกระทรวงศึกษาธิการมีอยู่ประมาณ 4-5% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือกับสำนักงบประมาณถึงแนวทางดังกล่าวแล้ว โดยเห็นว่าการบูรณาการงานภายในกระทรวงมีความจำเป็นมากขึ้น เนื่องจากภารกิจด้านการศึกษามีความหลากหลาย ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของผู้เรียน การเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานด้านการศึกษาให้เพียงพอ ซึ่งหากสามารถปรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2570 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถนำผลจากการประหยัดค่าใช้จ่ายไปปรับใช้ในการจัดทำงบประมาณปี 2571 ได้” รมว.ศธ.กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ค่าใช้จ่ายบางส่วนจะลดลงได้ แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะลดได้ถึง 30% เพราะตนยังให้ความสำคัญกับบุคลากร ซึ่งตั้งเป้าว่าจะลดภาระงานและค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนได้ไม่น้อยกว่า 10-20% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประมาณการ ดังนั้นงบประมาณที่สามารถประหยัดได้จากการนำเทคโนโลยีมาใช้และลดงานซ้ำซ้อน จะไม่ใช่การลดบทบาทของบุคลากร แต่จะนำไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับเป็นงบลงทุน เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนรู้ และขีดความสามารถของระบบการศึกษาให้รองรับภารกิจในอนาคตมากขึ้น