เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว “การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่โดยพนักงานฝ่ายปกครองร่วมกับภาคีเครือข่าย” โดยนายกฯ กล่าวว่า เป็นการรายงานภาพรวมความสำเร็จ และความคืบหน้าของการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ การสวมทำทะเบียน นอมินี ธุรกิจผิดกฎหมาย อาวุธปืน ยาเสพติดและการฟอกเงิน รวมถึงสิ่งชั่วร้ายและสิ่งที่เป็นความเลวร้ายเสื่อมทรามของสังคมไทยทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า รัฐบาลได้ประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างชัดเจนกับการกระทำอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเข้มข้น ซึ่งแนวทางของรัฐบาล คือการบริหารจัดการที่ไม่แยกส่วนการทำงานกัน และต้องเชื่อมข้อมูลเชื่อมกัน ทำงานร่วมกันให้รวดเร็วกว่ากลุ่มอาชญากรเหล่านี้
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาในฐานะนายกฯ ได้ติดตามและให้ข้อสั่งการกับทุกหน่วยงาน ให้ร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปที่ 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การอุดช่องโหว่ของระบบทะเบียน ไม่ให้มีการซื้อขายสัญชาติ 2.เรื่องการจัดระเบียบธุรกิจและปราบปรามทุนนอมินี โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ต้องทำสองด้านพร้อมกัน คือจัดการผู้ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด และแก้ปัญหาการอนุญาตที่ล่าช้า และ 3.เรื่องการจัดการอาวุธปืนผิดกฎหมายและยาเสพติด ตั้งแต่ต้นทางการออกใบอนุญาต
นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเราพบเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีการให้ความช่วยเหลือหรือมีข้อยกเว้น เพราะคนที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการไม่ได้ ย้ำว่าทุกหน่วยงานหลัก จะต้องยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรม ได้มอบไว้ให้เป็นแนวทาง ในการปราบปรามธุรกิจอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายมาตลอดโดยตรง ไม่ว่าผู้กระทำผิดเหล่านั้นจะเป็นใคร มีความยิ่งใหญ่ มีบทบาทมีอิทธิพลขนาดไหน ดูที่พฤติการณ์และพยานหลักฐาน พร้อมใช้เทคโนโลยีและข้อมูลต่างๆ ทั้งหลายที่มี เพื่อป้องกัน ให้การตรวจจับได้เกิดผลเร็ว และขยายผลไปถึงต้นตอ รวมถึงดำเนินคดีได้รวดเร็วให้ถึงที่สุด
นายกฯ กล่าวอีกว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงจับกุมได้มากขึ้น แต่ไม่ให้ระบบของเราถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากรรม ให้คนสุจริตได้ทำมาหากินได้อย่างเป็นธรรม และให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้คำยืนยันจะดำเนินการต่อไป เราเอาจริงเอาจัง ทั้งเรื่องดำเนินคดี ติดตามขยายผล ไปจนถึงยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ยึดเงินสด ยึดทรัพย์สิน และเราก็จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เป็นทรัพย์สิน จะเร่งขายทอดตลาด เพื่อนำรายได้ที่เกิดจากความเสียหาย มาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ที่ถูกหลอกลวง ไม่ใช่เอาเข้ามาเป็นของรัฐอย่างเดียว เหลือเท่าไหร่ถึงจะเป็นรายได้ของรัฐ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลและผู้ปฏิบัติงานทุกคน
“ทุกคนมีขวัญและกำลังใจ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีความเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐบาล ตั้งแต่ตัวหัวหน้ารัฐบาลไปยังผู้ปฏิบัติและหัวหน้าส่วนราชการ ทุกคนมีความชัดเจน และมีความมั่นคงแน่วแน่ ไม่ว่าจะไปถึงคนไหน รู้จัก สนิทกับเขา มีอิทธิพล หรือมีช่องทางความสัมพันธ์ใดๆ ก็ตาม เรื่องนั้นถือว่าเป็นเนื้อนาบุญ เราก็รู้จักกันไป แต่เมื่อเขาทำผิดกฎหมายเมื่อไหร่ เขาไม่มีสภาพที่แตกต่างไปจากอาชญากร โจร ผู้ร้าย บุคคลที่ไม่พึงประสงค์ในสังคม พวกเราทุกคนตลอดจนทีมงานทุกคน จะทำหน้าที่ทุกวิถีทาง เพื่อจะนำความสงบสุขมาให้สังคม มาให้บ้านเมือง และให้กับประชาชนและประเทศไทยอย่างไม่มีวันท้อถอยอย่างแน่นอน” นายกฯ กล่าว.



