นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนรวม 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้ทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2570
สรุปสาระสำคัญการปรับปรุงกฎหมาย
- เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนร่วม: ให้อำนาจสำนักงาน ก.ล.ต. ทำงานร่วมกับตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีที่มีผลกระทบสูง คดีทุจริตร้ายแรง หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมาก
- ลดระยะเวลาดำเนินคดีอาญา: จากเดิมที่ ก.ล.ต. ทำได้เพียงรวบรวมหลักฐานและกล่าวโทษให้ตำรวจเริ่มสอบสวนใหม่ ซึ่งใช้เวลานานเฉลี่ยกว่า 2 ปี การปรับกฎหมายใหม่จะนำความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงินและเส้นทางการเงินของ ก.ล.ต. มาผสานกับทักษะการสอบสวนของตำรวจ เพื่อดำเนินคดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ขยายการกำกับดูแลกลุ่ม Gatekeeper (ผู้รักษาประตูตลาดทุน): ขยายอำนาจการกำกับดูแลจากเดิมที่คุมเฉพาะตัวบุคคล (ผู้สอบบัญชี) เพิ่มเป็นเข้ากำกับดูแล สำนักงานสอบบัญชี, ที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งในและต่างประเทศ
- ปูทางรองรับโครงการ “TISA”: นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การปฏิรูปครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองนักลงทุน รองรับโครงการบัญชีการออมภาคประชาชน (TISA) ที่จะเข้ามาออมเงินผ่านตลาดทุน
ขั้นตอนการดำเนินงานถัดไป
ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาและวิปรัฐบาล เพื่อตรวจพิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาตามวาระ โดยกระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ร่วมกันภายในปี 2570



