เมื่อการแข่งขันหุ่นยนต์ในจีนเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน บรรยากาศยังห่างไกลจากคำว่า “โอลิมปิกหุ่นยนต์” ที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากมหาวิทยาลัย ขณะที่หุ่นยนต์ยังทำหน้าที่คล้ายโครงงานวิทยาศาสตร์มากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานจริง


อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การแข่งขันหุ่นยนต์ในจีนได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นทั้งเวทีแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี และสนามทดสอบสำหรับบริษัทที่ต้องการพิสูจน์ว่า หุ่นยนต์ของตนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในโลกจริงได้


การแข่งขันมหกรรมหุ่นยนต์ฮิมแมนนอยด์โลก “World Humanoid Robot Games” ประจำปีนี้ ซึ้งเป็นครั้งที่สอง จัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค. สะท้อนให้เห็นพัฒนาการดังกล่าวอย่างชัดเจน และยังตอกย้ำความสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ให้ความสำคัญในฐานะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ


การแข่งขันหุ่นยนต์ในจีนเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2542-2557 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอุตสาหกรรมและรัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลฝูเจี้ยน ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และหุ่นยนต์ยังมีขีดความสามารถจำกัด เช่น การแข่งขันฟุตบอลของหุ่นยนต์ล้อเลื่อน ซึ่งอาศัยโปรแกรมอัตโนมัติที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อหลบสิ่งกีดขวางและค้นหาลูกบอล


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อกรุงปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหุ่นยนต์โลก “World Robot Conference” เป็นครั้งแรก สะท้อนว่าหุ่นยนต์กำลังกลายเป็นวาระแห่งชาติของจีน โดยก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยเรียกหุ่นยนต์ว่าเป็น “อัญมณีล้ำค่าของการผลิตขั้นสูง”


ในการจัดแสดงครั้งนั้น หุ่นยนต์เคลื่อนที่ถูกนำมาแข่งขันตีแบดมินตัน โดยสามารถติดตามลูกขนไก่และตีโต้กลับได้ แม้ยังเป็นเพียงการสาธิตที่สร้างความสนใจให้ผู้ชม แต่เทคโนโลยีที่ใช้ยังพึ่งพาเซ็นเซอร์และระบบติดตามวัตถุซึ่งได้รับการพัฒนามานานแล้ว


การประชุมหุ่นยนต์โลก กลายเป็นเวทีสำคัญที่บริษัทชั้นนำใช้เปิดตัวนวัตกรรมและสร้างกระแส ซึ่งจุดสนใจเริ่มเปลี่ยนจากความสามารถของหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว ไปสู่ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของจีน


พัฒนาการก้าวกระโดดเห็นได้ชัดในปี 2568 เมื่อกรุงปักกิ่งจัดการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนหุ่นยนต์ร่วมกับมนุษย์เป็นครั้งแรก วิศวกรต้องวิ่งประกบหุ่นยนต์เพื่อพร้อมเข้าแทรกแซงตลอดเวลา เนื่องจากหุ่นยนต์จำนวนมากล้มตั้งแต่จุดสตาร์ต หรือชนราวกั้นหลังออกวิ่งไปได้เพียงไม่กี่เมตร และมีเพียงส่วนน้อยที่วิ่งจนจบ


แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างมาก ในการแข่งขันปี 2569 หุ่นยนต์ “ยูนิทรี เอช1” (Unitree H1) สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีวิศวกรคอยประกบ จากหุ่นยนต์มากกว่า 100 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน มี 47 ทีมที่วิ่งจนจบ


ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ “แฟลช” (Flash) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของออเนอร์ บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจีน ซึ่งสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอนได้โดยอัตโนมัติในเวลา 50 นาที 26 วินาที เร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ทำไว้เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้นเกือบ 7 นาที


นักวิเคราะห์และผู้บริหารในอุตสาหกรรมมองว่า ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่แข่งขันกันสูงขึ้น การสนับสนุนจากภาครัฐ และต้นทุนชิ้นส่วนที่ลดลง โดยแผนพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ระยะ 5 ปีของจีนในปี 2564 ได้กำหนดทั้งเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับการวิจัย และแหล่งเงินทุน พร้อมตั้งเป้าให้จีนเป็น “แหล่งกำเนิดนวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลก”


ในการแข่งขันมหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกครั้งที่ 2 จีนเพิ่มการแข่งขันด้านมือหุ่นยนต์ โดยทดสอบความเร็วและความแม่นยำในการทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เช่น การขันสกรู เปิดขวด และใช้แหนบหยิบลูกปัด


นักวิเคราะห์มองว่า การสร้าง “มือ” ที่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและรับรู้แรงสัมผัสใกล้เคียงมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดของการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์


การเปลี่ยนจากการแข่งขันที่เน้นความบันเทิงไปสู่ภารกิจการทำงานจริง จึงสะท้อนโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีนในเวลานี้ นั่นคือ การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจบนเวทีการแข่งขัน จะสามารถก้าวออกจากต้นแบบและทำงานได้จริงในชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรมหรือไม่.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS