“โดนัท มนัสนันท์” เปิดใจใน PrimeCast เรื่องชีวิตคู่และแผนอนาคต แฮปปี้ตกลงร่วมกันไม่มีลูก มีแค่น้องหมา เปิดเบื้องหลังจุดเริ่มต้นการทำคลิปคู่กับสามีจากความบังเอิญสู่กระแสตอบรับหลักล้าน เคยเผชิญมรสุมอินบทจัด นอนไม่ได้ จากการรับบทบาทหนักที่มีภาวะทางจิตและอารมณ์รุนแรงต่อเนื่องต้องพักงานละคร 1 ปีเต็ม พร้อมเปิด Routine วัย 40+ ปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองเข้มงวด เพื่อความสวยสุขภาพดีระยะยาว

โดนัท เผยว่า “จุดเริ่มต้นของการทำ Content คู่กับสามี เกิดด้วยความบังเอิญ เริ่มจากเพื่อนส่งรองเท้ามาให้ เราไม่อยากถ่ายรูปเลยทำวิดีโอตลก ๆ ก็ทำคลิปใส่รองเท้าจะไปไหนสุดท้ายไปจบที่ Bar ปรากฏว่ามีคนดูมีคนมา Comment ตลก น่ารัก เริ่มทำเล่นไปเรื่อยกับพี่ตาม Content แรกจำได้ไปกินกาแฟแล้วพี่ตามแต่งตัวเยอะ ส่วนพี่หัวฟู ไม่แต่งหน้าก็มีคนดูเป็นหลายล้าน พี่ตามเขาเป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าวงการ เขาก็แบบ โอ้โห! ดีจังเลย ก็ชวนทำต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้เราทำคลิปคู่กัน คือ Comment คนที่ดูแล้วบอกว่า “ดูคลิปเราแล้วเขามีความสุข” ดูคลิปเราแล้วเขาสดใส ก็เลยทำให้ทำคลิปออกมาเรื่อย ๆ ค่ะ แล้วสามีชอบมาก ทุกวันนี้ทุกคนจะคิดว่าเราเป็นคนทำ “ไม่ค่ะ เป็นพี่ตาม” ถ้าเห็นพี่แต่งหน้าเอาแล้ว “วันนี้ตามจะรีบกลับบ้าน โดนัทมาเจอกันนะ” วันนี้มาแน่นอน ต้องถ่าย Content กลางวันทำงาน Office ที่บ้าน ทำงานเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน กลางวันก็จะส่ง Reels ส่งหลายอย่างมาให้พี่ตลอดเวลา สมมุติเรามีลูกค้าเข้า สักพัก คิด Script แล้วโดนัท Revise นะ พี่ก็บอกว่า “เธอไม่ทำงานเหรอ” คิดว่างานที่เขาทำเครียดก็เลยรู้สึกว่าตรงนี้เป็นการคลายเครียด พอพักหรือเดินเข้าห้องน้ำก็จะมาแล้วต้องมี Content”
“ความรักเราเริ่มต้นคือการพบกันที่เที่ยวกลางคืนค่ะ อารมณ์แบบเจอกันที่บาร์นานมากแล้ว พี่ตามเรียนจบปริญญาโท เพิ่งกลับจากอังกฤษไปเจอกันเพราะเพื่อน คือเขาเป็นเพื่อนกับเพื่อนเราแล้วเราก็เป็นเพื่อนของเพื่อนเขาก็เจอกันยังไม่ได้รู้สึกอะไร รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูน่าจะไม่ได้ทำงาน นั่นเป็นความรู้สึกแรกที่เจอเขา พอผ่านไป 10 ปี ก็ไปขอใช้ Office ระหว่างนั้นก็เจอกันเป็นเพื่อนกัน ผ่านไป 10 ปี ก็ไปเจอเขาที่ Office เพราะไปขอใช้ Office เขาถ่ายงาน รอบนี้เจอเขาใส่ชุดทำงาน ก็มีงานทำนะ คือบริษัทที่เขาทำอยู่ ใส่เชิ้ตขาว กางเกงทำงาน เป็นหนุ่ม Office เพราะเราไม่เคยเจอเขาตอนกลางวัน มุมมองที่มีก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเจอแต่กลางคืน ก็รู้ว่า คนนี้ก็มีงานทำ แล้วก็ผ่านไปอีกหลาย 10 ปีต่อมากว่าจะรู้สึกดีกันค่ะ ถ้าเขาอยู่จะบอกว่าโดนัทจีบเขา แต่เราก็จะไม่ได้จีบ เหมือนเริ่มจากการไปเจอกันแล้วส่งข้อความหากันแล้วเกิดขึ้นเอง เรื่องส่งสัญญาณ เราสวยอยู่แล้วไง แต่คือช่วงแรกไม่เคยคิดเลย ไม่เคยเห็นหน้าเขาหรือเจอเขาแล้วรู้สึกว่า เพื่อนเราหล่อ มีเสน่ห์ ไม่เคยแต่พอเริ่มคุยกัน รู้สึกว่าสิ่งที่รู้สึกดีกับเขาคือ เป็นคนอ่อนโยนมากแล้วก็เป็นคนตลก เราก็จะเป็นคนจริงจัง ทำอะไรจริงจัง บางครั้งเขาตลกจนเราโมโห แต่พอไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าการที่มีกันและกัน เหมือนต่างคนต่างเติมเต็มส่วนที่ใช่และส่วนที่ไม่มี ซึ่งพี่ตามจะเป็นคนไม่ค่อยจริงจังกับอะไรทำให้คลายความจริงจังของเราไปได้เยอะ เหมือน หยิน-หยาง พอต่างกันก็จะ Complement กันค่ะ”

โดนัท เล่าต่อว่า “เรื่องลูก อยู่กันไปแบบนี้ค่ะ ไม่ได้มีวางแผน มีลูกตอนนี้เป็นสุนัข 1 ตัว ลูกชายคลอดออกมาเองนิสัยเหมือนพี่มาก เรื่องมีลูกคุยตั้งแต่ช่วงแรกที่คบกัน พอเริ่มคุยเรื่องอนาคตทั้งคู่ก็ไม่ได้อยากมีลูกซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกัน ถ้าเขาอยากมีเราอาจจะกดดันแต่ก็มีได้ แต่พอดีว่าเขาไม่อยากมี เราก็ไม่ได้อยากมีก็เลยลงตัวค่ะ งานหลักโดนัท ถ้าถามในช่วงเวลานี้เป็น Influencer ค่ะ อาชีพหลักตอนนี้ ถ้าถามว่างานหลักของตัวเองตอนนี้เป็นเรื่องการเป็นนักแสดง พอเข้าช่วงวัยหนึ่งรู้สึกอยากทำงานที่เงียบ ไม่ต้องทำกับคนเยอะ เวลาที่ทำเบื้องหลังคือ งานที่ต้องทำกับคนจำนวนเยอะ ต้องมีการประนีประนอมตลอดเวลารู้สึกว่าเหนื่อย บางทีอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ แต่ถ้าการเป็นนักแสดงรับผิดชอบแค่ตัวเรา บทที่เล่น แล้วก็ไปทำงานเจอเพื่อนเสร็จกลับบ้าน แต่ถ้าทำเบื้องหลังไม่เสร็จแค่นั้น ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ เรื่องการดูแลตัวเอง อยู่วงการมา 20 กว่าปี ไม่คิดเหมือนกันว่าจะยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ หลายอย่างที่ช่วยไว้ทั้งครีม ทั้งหมอ ทุกงานที่ทำก็มีเรื่องของเวลา เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกที่คนจะคาดหวัง ยิ่งอยู่นานยิ่งต้องดูแลตัวเอง ส่วนเรื่องการแสดงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่งต้องพยายามที่จะทำอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าที่เป็นเราได้ทุกวันนี้เกิดมาจากความพยายามในการทำงานของเราที่จะเรียนรู้พยายามที่ไม่หยุดนิ่ง”
“เรื่องออกจากบทไม่ได้ตอนเล่นสาธุ ปีนั้นเป็นปีที่ยาก ต้องเล่นหนังเป็นคนที่มีอาการ PTSD แล้วมาเล่นละครก็มีอาการโรคจิต ต่อมาก็เรื่องสาธุเป็นคนไม่ปกติเกิดขึ้นในปีเดียวกัน แล้วเหมือนเราเป็นคนเชื่อเรื่องพลังงานมาก สมมุติวันนี้ออกจากบ้านด้วยพลังงานที่สดใสก็จะเป็นวันที่ดี ต่อให้เจอเรื่องอะไรที่ไม่ดีก็รับมือได้ พอต้องเล่นเป็นคนที่มีปัญหาทางอารมณ์ ทางจิต ต้องใช้พลังงานนั้นตลอดเวลา เหมือนทั้งปีนั้นไม่ได้ไปจากความหม่นหมองนี้ สมมุติถ่ายละครอาทิตย์ละ 3-4 วันแต่วันที่เหลือก็ยังคงฝังอยู่ ปีนั้นเป็นคนแบบนั้นทั้งปีเป็นคนที่คัตแล้วก็เสร็จนะ ไม่แบบนั่งเศร้าเหงารักไม่เป็น แต่พลังงานที่ใช้ไปกับเขา ทั้งวันต้องคิดเรื่องไม่ดี คิดอยากให้เขาตาย ต้องคิดฆ่าเขา เกลียดเขา เป็นพลังงานที่ไม่ได้สร้างพลังงานบวกให้กับเรา พอตอนถ่ายสาธุเป็น Project สุดท้ายของปีนั้นที่โหดมาก สนุกมาก แต่ทุกวันเราก็จะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเอ๋ ไม่อยากรู้จักเขาก็จะมีวันแบบนั้นที่รู้สึกว่าเหนื่อย แต่ก็สนุก เป็นความโรคจิตของการเป็นนักแสดง แต่พอถ่ายเสร็จแล้วจิตใจเริ่มไม่ดี มีปัญหา เริ่มนอนไม่หลับกลับบ้านถึงขั้นนอนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เหมือนได้ยินเสียง Character แล้ว Sensitive ทุกเรื่อง จนหยุดทำงาน 1 ปี รับแต่งาน Influencer อย่างเดียวช่วงปีที่แล้ว เพิ่งกลับมาเล่นละครได้ใหม่ค่ะ”
“ช่วงที่เป็นหนัก ๆ ก็ไปหาหมอถึงขั้นต้องไปปรึกษาคุณหมอว่า ต้องจัดการตัวเองยังไง ถ้าช่วงไหนเป็นหนัก ๆ พี่ตามก็จะบอกว่า “หาหมอไหม” นี่โทรฯ เลย โทรฯ ก่อนเวลา เขาก็จะสนับสนุนเราว่า อยากให้ไปพูดคุยหรือเอาออกไปจากใจเราบ้าง ซึ่งเราชอบการไปหาหมอ จะบอกทุกคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต สมมุติเจอใครก็จะบอกว่าถ้าคิดเองไม่ออกลองไปหาหมอ เขาจะมีมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง แล้วมุมมองของเขาไม่ได้เป็นมุมมองที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นมุมมองที่กว้างมาก บางทีหมกมุ่นกับเรื่องอะไร เรามองเห็นแค่ปัญหาของเราแล้วมองเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เขาจะให้มุมมองอื่นและทำให้เข้าใจตัวเองเข้าใจโลกง่ายขึ้นค่ะ ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีเลย เหมือนเบื่อทุกอย่างไปหมด เหมือนซึมก็จะมีวันที่ร่างกายรู้สึกว่า พยายามจะตามหาความหมายให้กับตัวเองแต่ไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่งานที่ทำก็เติมเต็มมาก ๆ บทที่โดนัทได้เล่นเหมือนคนที่คอมพ์กำลังจะพัง ความรู้สึกปิดก็ไม่ยอมปิดระบบ ก็ค้างอยู่แบบนั้น คอมพ์รวน จนเจอนักจิตวิทยาแล้วก็เริ่มเดินทาง แล้วก็ไปเรื่องการมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว ก็ไปศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวมถึงขั้นไปสถาบันที่เป็นศาสตร์อินเดียแต่สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะรับมือกับปัญหานี้ยังไง จากนั้นไปลงเรียนการแสดง อาจารย์ถามว่า “จะมาเรียนอะไร ไม่ได้มี Project อะไรที่จะทำ” เราก็บอกว่า “รู้สึก Character นั้นยังอยู่กับเรา” เขาก็สอนธรรมะมาก ฝึกการหายใจ Meditation นั่งสมาธิ มีสติ กลับมาอ่านหนังสือ โชคดีที่ช่วงนั้นการเป็น Influencer สนุก ทำแล้วไม่เครียดมากค่ะ”
“แต่ก่อนบ้างานมาก พอเจอปัญหานี้รู้เลยว่าควรจะต้องใช้ชีวิตให้สมดุล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบบการกิน การนอน รูปแบบการดำเนินชีวิตของเราหรืองานที่ทำ ตอนนี้ถ้าเลือกได้ ก็จะไม่รับบทที่หนักเกินไปติด ๆ กัน ก่อนจะเป็นบ้าไป ส่วนร่างกายในวัย 40 ปี ก็ไม่ได้ธรรมชาติมาก ตอนที่เราเด็ก ๆ ไม่ค่อยดูแลตัวเอง พอเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตอนที่เริ่มเข้าวัย 40 ปีรู้เลยว่า ไม่ดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างแรก เช้าวันที่อายุ 40 ปี ตื่นนอนมาเกิดขึ้นเช้าวันนั้น หยิบโทรศัพท์ดูเวลา ทำไมไม่เห็น เลื่อนออกไป พบว่า สายตายาวแต่ก่อนเวลาจะไปคลินิก ทำหัตถการจะไปปีละครั้ง 2 ครั้ง พอเริ่มเข้าอายุ 40 ปีไปทุก 3 เดือนต้องไป ช่วงนี้อายุ 43 ปีก็ทุกเดือน ต้องพบหมอทุกเดือน เพราะตอนช่วงอายุ 30 ไม่ค่อยได้ดูแลใส่ใจตัวเอง พอเข้าอายุ 40 ปีหัตถการบางตัวต้องทำปีละ 2 ครั้ง แล้วก็เรื่องครีมบำรุงผิวแต่ก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจมาก ช่วงวัย 30 ปีทาครีมตัวเดียวจบ ต้องตัวเดียวเท่านั้นอย่ามาหลายวิธี แต่พี่ตามจะเป็นคนทาครีม 10 ชนิด ค่อย ๆ ทำไป ครีมนี้สำหรับอันนี้ แต่เราคือหลอดเดียวเท่านั้นแล้วก็ให้เพิ่มอีกหลอดหนึ่งคือ กันแดด แต่พออายุ 40 ปีสายตายาว ฝ้ามา ปีที่เล่นแต่บทเป็นคนโรคจิต ทั้งฝ้า ทั้งประสาทจะเสีย ทุกอย่างมารู้เลยว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม เลยมาให้ความสำคัญกับเรื่องครีมบำรุงผิวมากขึ้น เรื่องน้ำหนักเริ่มขึ้นง่ายแต่ลงยากจากที่แต่ก่อนไม่เชื่อเรื่อง Weight Training ตอนนี้ก็มุ่งเน้นเรื่อง Weight Training แต่ก่อนไม่เชื่อว่าต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ต้องแบ่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ผัก ผลไม้ ตอนนี้คือเหมือนคนแก่ นั่งแล้วต้องสั่งผักก่อนแล้วก็โปรตีนต้องถึง ต้องนั่งคำนวณวันนี้กินโปรตีนอะไรบ้าง ตื่นเช้ามาต้องล้างหน้า ต้องทาครีมตามลำดับขั้นเกิดขึ้นเอง จำเป็นจะต้องดูแลตัวเองมาก ๆ แล้วงานที่ทำเป็นงานที่โทรมไม่ได้ค่ะ”
“ส่วนโรค SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) ดูแลตัวเองด้วยการห้ามโดนแดด คุณหมอจะพยายามให้เลี่ยงแดดเป็นสิ่งที่ดีต่อผิว แต่ว่าสำหรับคนเป็น SLE จะกระตุ้นโรคให้กำเริบ ซึ่งของพี่เป็นระยะเดี๋ยวโรคสงบ เดี๋ยวกำเริบ แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่ควบคุมได้ ถ้ากำเริบขึ้นมาร่างกายจะอ่อนเพลีย เราจะดูไม่ออก ตอนแรกที่เป็นครั้งแรกที่เจอ ผมร่วงเยอะ ตื่นเช้ามาวันหนึ่งผมร่วงเต็มเตียง เราก็งงว่าทำไมร่วงขนาดนี้แล้วก็ไปทำงานถ่ายละคร เราก็เข้าใจว่าเหนื่อย เพราะเราเหนื่อยจากการทำงานทุกวัน ร่างกายก็เลยผมก็ร่วงจึงไม่ได้คิดอะไร ทีนี้ความเหนื่อยเริ่มอยู่ยาว แล้วพี่เพิ่งหายจากไข้เลือดออก เป็นความโชคดีมากก็เลยไปตรวจเลือด แล้วหมอเจอว่า เป็น SLE วิธีการสังเกต SLE จะยากตรงที่ถ้าเราแขนหักขาหักเรารู้ใช่ไหม แต่ SLE คือความรู้สึกล้วน ๆ แล้วพี่ไม่มีผื่นด้วย บางคนจะเป็นผื่นขึ้นที่ผิดปกติ มีอาการปวดข้อ แต่เราไม่เป็นและไม่ปวดแค่เหนื่อยอย่างเดียว ตั้งแต่นั้นรักษาเรื่อย ๆ เลือกวิธีที่จะเป็นการดูแลสุขภาพเพื่อความยั่งยืน ก็คือไม่ได้กินสเตียรอยด์เลือกที่จะใช้ยาทางเลือก เลือกที่จะดูแลตัวเองเรื่องการกิน เรื่องการดูแลตัวเองมากกว่าก็จะมีผลบ้างกับเรื่องบางอย่างเช่น ทำหัตถการ Laser บางตัวจะทำไม่ได้หรือที่เป็นแบบฉีดก็จะทำไม่ได้เลย จะใช้เน้นเป็นพวกเครื่องเอารวมถึงครีมบำรุงผิว เป้าหมายโดนัทในอีก 5 ปีข้างหน้า ยังมีการแสดงอยู่และหนังสือต้องเสร็จสิ้น ในช่วง 5 ปีนี้จะเป็นผู้หญิงที่มีความสุข ในวัยที่เราเป็น ตอนนี้อยากมีความสุขแค่นั้น อยากให้ชีวิตเรียบง่าย ไม่อยากผจญภัยเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกแล้วค่ะ ทาครีมเยอะ ๆ อยากให้รักในสิ่งที่ทำเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ อย่างตอนนี้เวลาโดนัทเจอน้อง ๆ ที่เพิ่งเข้าวงการหรือเพิ่งเริ่มเป็นนักแสดง บางทีเขาก็ท้อไม่เจอบทที่สนุก ต้องใช้เวลาแต่ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำอยู่ โดนัทเชื่อว่าทุกคนมีเวลาแล้วก็ต้องอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นมาได้ต้องไม่หยุดพยายามค่ะ ส่วนเป้าหมายร่วมกัน ตอนนี้อยากมีลูกอีกคนหนึ่งเป็น ลูกสุนัข เป็นเป้าหมายถัดไป แล้วก็อยากสุขภาพแข็งแรง มีแรงเดินทางด้วยกัน ได้ทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกันแบบนี้ สิ่งสำคัญยังอยากได้ยินคนที่ดูคลิปเราเดินมาบอกว่า “เขาดูคลิปเรา 2 คนแล้วมีความสุขค่ะ”




