เมื่อเวลา 18.23 น.วันที่ 26 ส.ค.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา เรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงถึงโครงการของกระทรวงคมนาคมมีความจำเป็น เพราะวิกฤตน้ำมันกระทบประชาชนโดยตรง โดยน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งค่าเดินทางของประชาชนและต้นทุนราคาสินค้า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีแนวทางให้กระทรวงคมนาคมดำเนินมาตรการช่วยตรึงค่าโดยสารและค่าบริการขนส่ง เพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปกระทบค่าครองชีพมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากยังพึ่งพาน้ำมัน และเสี่ยงผันผวนตามราคาตลาดโลก หากปล่อยให้ค่าโดยสารขึ้นลงตามน้ำมันทุกเดือน ประชาชนจะรับภาระโดยตรง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะรถ EV
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเสนอให้สนับสนุนการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถขนส่งที่ประชาชนใช้บริการเป็นรถ EV รวม 7 กลุ่ม ได้แก่ แท็กซี่ รถยนต์รับจ้าง รย.18 มอเตอร์ไซค์สาธารณะ รถสามล้อรับจ้าง รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถรับส่งนักเรียน และรถบรรทุก ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายของประชาชน ส่วนรถ ขสมก. ขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีแผนและได้รับจัดสรรงบประมาณปกติแล้ว 1,520 คัน โดยจะเริ่มรับรถล็อตแรกประมาณเดือนมี.ค.2570 และจะของบประมาณต่อในปี 2571 จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าขอใช้งบเงินกู้ในรอบนี้
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มรถที่ต้องเร่งเปลี่ยน ได้แก่แท็กซี่ที่จะหมดอายุใช้งานในปี 2569 -2572 จำนวน 29,000 คัน รถ รย.18 อายุครบ 9 ปี 259 คัน มอเตอร์ไซค์สาธารณะอายุเกิน 10 ปี 68,000 คัน รถสามล้อรับจ้างอายุเกิน 10 ปี 15,000 คัน นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป 6,200 คัน รถโดยสารที่จะหมดอายุปี 2569-2570 อีก 1,300 คัน รถสองแถวอายุเกิน 30 ปี 5,300 คัน รถโดยสารไม่ประจำทางรวมประมาณ 11,000 คัน รถรับส่งนักเรียนและสองแถวรับส่งนักเรียนกว่า 4,700 คัน และรถบรรทุกอีก 497,000 คัน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเพียง ร้อยละ 50 จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 244,000 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 11 ล้านต้น หากเข้าร่วมเต็มจำนวน จะเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 19 ล้านต้นต่อปี และยังช่วยลดการใช้น้ำมันได้ปีละ 212 ล้านลิตร นโยบายนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านพลังงาน แต่ยังช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้โดยสาร เพราะรถสาธารณะจำนวนมากมีอายุใช้งานสูง เทคโนโลยีเก่า มาตรฐานความปลอดภัยไม่ทันยุค การเปลี่ยนเป็น EV จึงช่วยทั้งลดต้นทุน ลดมลพิษ และเพิ่มคุณภาพบริการขนส่ง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โครงการฯนี้ไม่ได้เป็นงบสร้างถนน สะพาน หรือจัดซื้อของให้ผู้รับเหมารายใด แต่เป็นมาตรการช่วยประชาชนและผู้ประกอบการให้มีกำลังเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยประชาชนมีสิทธิเลือกใช้โดยอิสระ ไม่ได้ทำให้เงินไปตกอยู่ในกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง
“หากสมาชิกเห็นความจำเป็นในการลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ควบคุมค่าโดยสาร ยกระดับรถขนส่งสาธารณะ และแก้ปัญหาพลังงานในพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ควรสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ” รมช.คมนาคม กล่าว.



