เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต (ห้องพระอินทร์ 2) น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” และ นางบัวไข สรสมุทร “ป้าบัวไข” ลูกสาวของตาเฮียง พร้อมด้วย นายวรเดช ช่างบุ หรือ ชัยเดชบุญชู ที่ปรึกษาผู้จัดการมรดกและผู้รับมอบอำนาจ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดหลักฐานสำคัญกรณีวัดป่าอดุลยาราม
ป้าดา เปิดเผยว่า ตนทำหน้าที่แทน นางบัวไข ผู้จัดการมรดก ซึ่งที่ผ่านมาต้องต่อสู้อย่างยาวนานกว่า 20 ปี สำหรับเรื่องที่ดินโฉนดเลขที่ 61945 พื้นที่ 21 ไร่ 17 ตารางวา ที่ถูกระบุว่าเป็นวัดป่าอดุลยาราม ตลอด 27 ปีที่ผ่านมาครอบครัวทายาทของนายเฮียงต้องเผชิญกับกระแสสังคมโจมตีและประณามว่าเป็นคนไม่ดี แต่ครอบครัวปล่อยวางเพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว โดยกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดดังกล่าวยังคงเป็นของบัญชีทายาท ทายาทต่อสู้มาตลอดและทราบว่าที่ดินผืนนี้ไม่ได้เป็นวัดอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง จากการสืบเสาะหาข้อมูลมากว่า 20 ปี และสอบถามไปยังหน่วยงานที่ดูแลกิจการคณะสงฆ์ภาคอีสาน รวมถึงพระผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้อง ยืนยันพิสูจน์แล้วว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่วัด
ป้าดา กล่าวต่อว่า เนื่องจากนายวรเดช ช่างบุ อดีตผู้ตรวจการสำนักพุทธศาสนาชาติ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ในการตรวจสอบเรื่องเงินทอนวัดและปัญหาเกี่ยวกับวัดมาอย่างยาวนาน และเป็นบุคคลที่ตนให้ความเคารพนับถือมานานนับสิบปี ได้ติดตามชมรายการโหนกระแสและเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับวัดป่าอดุลยาราม นายวรเดชจึงต้องการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแทนทายาท เพื่อให้สังคมตาสว่างและยึดมั่นในกฎหมาย ถูกต้องเป็นถูก ผิดต้องเป็นผิด จึงได้เชิญนายวรเดชมาช่วยอธิบายรายละเอียดในวันนี้

ด้าน นายวรเดช ช่างบุ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบข้อพิรุธสำคัญคือ มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2535 แต่กลับมีการประกาศตั้งวัดในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งคำสั่งแต่งตั้งเจ้าอาวาสดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในปี พ.ศ. 2535 ยังไม่มีวัดป่าอดุลยารามเกิดขึ้น แล้วเหตุใดจึงมีเจ้าอาวาสได้ การแต่งตั้งเจ้าอาวาสต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เจ้าคณะตำบลเสนอเรื่องไปยังเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง แต่หลักการสำคัญคือการที่จะมีเจ้าอาวาสได้ สถานที่นั้นต้องมีสภาพเป็นวัดที่ถูกต้องก่อน นอกจากนี้ ใบแต่งตั้งอาจมีลายเซ็นปลอม และเจ้าคณะจังหวัดอาจจะไม่ได้เป็นผู้เซ็นจริง
นายวรเดช กล่าวอีกว่า ในประเด็นการสร้างวัด กฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อสร้างวัดแล้วจะต้องจัดทำผังแสดงที่ตั้งและรายละเอียดอาคาร ศาลา หรือกุฏิ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ความลับและต้องสามารถตรวจสอบได้ หากชาวบ้านสงสัยก็ต้องมีสิทธิดูได้ แต่กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบ เนื่องจากในปี พ.ศ. 2541 อาจมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องการนำพื้นที่วัดหรือตำแหน่งเจ้าอาวาสไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น การทำถนนหรือรีสอร์ท ซึ่งที่ดินของวัดไม่สามารถยกให้ใครได้ เว้นแต่จะมีการจ่ายค่าศาสนสมบัติ และหากสถานที่ดังกล่าวเป็นวัดจริง จะมีพฤติกรรมตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างไร
ด้านทนายความประจำตัว กล่าวว่า นายเฮียงมีเจตนาเดิมที่จะยกที่ดินให้วัดในปี พ.ศ. 2533 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ที่ดินดังกล่าวต้องเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายและสมบูรณ์ การให้ลักษณะนี้เรียกว่านิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับ คือจะยกให้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ ปรากฏว่าจนกระทั่งนายเฮียงถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2534 เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่สำเร็จ ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง และเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต ทรัพย์สินย่อมตกเป็นของทายาทโดยชอบธรรม ทายาทจึงต้องเป็นผู้จัดการต่อ แต่กลับพบว่ามีการดำเนินการสร้างวัดต่อทั้งที่ทายาทคัดค้านและไม่ได้เซ็นมอบสิทธิ ซึ่งเป็นข้อสงสัยสำคัญว่าเอกสารราชการที่นำมาใช้สร้างวัดนั้นมีความถูกต้องหรือมีการปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้นหรือไม่
ป้าดา กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ที่ผ่านมาครอบครัวได้ยื่นเรื่องร้องเรียนและมีเลขรับหนังสือจากทางสำนักพระราชวังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กลับพบว่าหนังสือถูกซ่อนไว้โดยผู้มีอำนาจเพราะเกรงกลัวความจริงจะปรากฏ ครอบครัวจึงต้องการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักพุทธศาสนา ออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังว่าวัดป่าอดุลยารามเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือไม่ และเหตุใดจึงมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทั้งที่ยังไม่มีการตั้งวัด
ทั้งนี้ ป้าดาจะไปแจ้งความที่กองปราบปราม เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ส่วนประเด็นที่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ จ.ขอนแก่น นั้น ผู้สื่อข่าวถามจะไปวันไหน ป้าดาระบุตนจะไปรับหรือไม่ไปรับ ก็ให้นักข่าวไปคุยกันเองกับตำรวจ เพราะเรื่องนี้ตนไม่ได้ฆ่าใครตาย.



