ปฏิบัติการในครั้งนี้ได้มีการจับกุมและแจ้งข้อหาผู้กระทำความผิดประกอบด้วย 1.กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ (ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตดินแดง) จับกุม 3 ราย ต่อมาตรวจสอบพบมีลูกจ้างเกี่ยวข้องอีก 1 ราย ปัจจุบัน กทม.มีคำสั่งให้ข้าราชการและลูกจ้างกลุ่มนี้รวม 4 รายออกจากราชการไว้ก่อน 2.กลุ่มนายหน้าและเจ้าบ้าน (ผู้จัดหาและยินยอมให้ใช้ทะเบียนบ้าน) จับกุม 3 ราย และ 3.กลุ่มพยานรับรอง จับกุม 1 ราย ทำหน้าที่เซ็นรับรองเอกสารเท็จในการแจ้งย้ายที่อยู่ ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ร่วมกันรับรองเอกสารและสวมสิทธิอันเป็นเท็จ และยินยอมให้นำบัตรประจำตัวไปใช้ในทางทุจริต เพื่อแลกกับผลประโยชน์และเงินค่าจ้างจากกลุ่มแรงงานต่างด้าว

บัตรชมพูหมายเลข 7 คือบัตรอะไร ใครมีสิทธิ?

บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพูหมายเลข 7) เป็นบัตรใช้สำหรับยืนยันตัวตนคนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่การให้สัญชาติไทย แต่ช่วยให้มีชื่อในทะเบียนราษฎร (ท.ร.13) สำหรับผู้มีสิทธิทำบัตรชมพูคือ บุตรของบุคคลที่ถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 6 (เช่น ชนกลุ่มน้อย หรือผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยชั่วคราว) และต้องเกิดในประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้นในครั้งนี้การกระทำผิดที่พบจึงเป็นการแอบเพิ่มชื่อต่างด้าวโดยเป็นการทำปลอมหรือทุจริตใส่ชื่อลงในท.ร.13 เพื่อให้สามารถขอทำบัตรสีชมพูได้

สั่งตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรย้อนหลัง 10 ปี

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้เรียกประชุมและสั่งการด่วนไปยัง 50 สำนักงานเขตให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีสวมสิทธิทะเบียนบ้าน พร้อม สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรทุกเขตย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2569 รายงานด่วนภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560–2569 พบมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 ราย

สแกน 50 เขตพบต้องสงสัย 13 หลังใน 9 เขตแต่เป็นการเพิ่มคนละแบบกับเคสพื้นที่ดินแดง

เมื่อ กทม.ทำการปูพรมตรวจสอบเชิงลึกเรื่องการย้ายเข้าทะเบียนราษฎรของทั้ง 50 เขตแล้ว ผลตรวจสอบพบทั้งหมด 16,634 คน ใน 10,066 หลัง ส่วนใหญ่พักอาศัยเป็นไปตามเกณฑ์ปกติ แต่พบว่ามี 13 หลัง ใน 9 เขต ที่มีผู้ถือบัตรสีชมพูพักอาศัยเกิน 16 คนต่อหลัง ซึ่งจากการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็น โรงงาน หอพัก หรือบ้านเช่าแรงงาน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขึ้นคนละลักษณะกับการเพิ่มรายชื่อในพื้นที่เขตดินแดง แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจตรวจสอบความมั่นคงทางทะเบียน จะดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้งเป็นรายกรณี ทั้งลักษณะการใช้ประโยชน์ของบ้าน จำนวนผู้พักอาศัยจริง ความสัมพันธ์ของผู้มีชื่อในทะเบียนบ้าน และเอกสารและหลักฐานการแจ้งย้ายเข้า–ย้ายออก

ปูพรมตรวจสอบบ้านที่พักอาศัยข้อมูลหนาแน่นผิดปกติ เชิญเจ้าบ้านให้ข้อมูลภายใน 30 วัน

ขณะที่การเดินหน้าตรวจสอบเชิงลึกในพื้นที่ดินแดงนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานปกครองและทะเบียน กทม. สำนักงานเขตดินแดง และชุดเฉพาะกิจตรวจสอบความมั่นคงทางทะเบียน (BMA Identity Crime Enforcement : BMA I.C.E.) ลงพื้นที่แฟลตดินแดง บริเวณซอยประชาสงเคราะห์ 11 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้วพบความผิดปกติในบ้านพักที่มีผู้พักอาศัยเกิน 16 คน ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัย โดยมีบุคคลต่างด้าวถือบัตรชมพู รหัสขึ้นต้นด้วย 7 ย้ายเข้าทะเบียนบ้านรวม 49 หลังคาเรือน (ข้อมูล ณ วันที่14 ส.ค. 69) หากพบว่าบ้านใดไม่มีผู้พักอาศัยอยู่จะทำการติดหนังสือเชิญเจ้าบ้าน หรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นดินแดงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่มาดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจำหน่ายรายการบุคคล และรายการย้าย พร้อมดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการโต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริง การอุทธรณ์ และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน พ.ศ. 2551

หมุนเวียนเจ้าหน้าที่ทะเบียน ป้องกันทุจริต

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ถึง แนวทางป้องกันการทุจริตลักษณะนี้ในอนาคตว่า ต้องมีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่และกระจายอำนาจ รวมถึงสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน และให้ ผอ.เขต-หัวหน้าฝ่าย ร่วมรับผิดชอบ ในการอนุมัติในการเพิ่มชื่อ-ย้ายเข้า ป้องกันการผูกขาดอำนาจ รวมทั้งอาจจะต้องมีการปรับลดเกณฑ์ลงเพื่อสุ่มตรวจให้ครอบคลุมที่สุด พร้อมยกระดับงานฝ่ายปกครองและทะเบียนราษฎร เข้าเป็นหนึ่งในหมวดหลักของนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน