เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวภายหลังได้ตั้งกระทู้สดถึงนายนภินทร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนได้ตั้งกระทู้สดถามนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงความเกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. แต่เจ้าตัวกลับติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ทั้งๆ ที่ทุกคนรู้ดีว่าการตั้งกระทู้สดจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งสามารถบริหารจัดการเวลาได้ แต่กลับไม่มา ตนจึงอยากถามไปยังนายนภินทรดังที่ได้ตั้งกระทู้ถามว่าตกลงท่าน ซึ่งขณะดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ มีการเรียกพบนายเอหรือไม่ ได้ให้เซ็นเอกสารลาออกล่วงหน้าหรือไม่ และมีการประชุมร่วมกับผู้สมัคร สว.ในห้วงเวลาวันที่ 24-25 มิ.ย.หรือไม่ โดยท่านสามารถตอบผ่านช่องทางสาธารณะหรือสื่อมวลชนได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของข้อมูลคดีฮั้ว สว.ว่ามาจากที่ใด สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนพูดในภาพรวมว่า ข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบคดีการโกง สว. มาตลอดว่าได้รับข้อมูลจากหลายภาคส่วน หลายทางมีการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำเสนอ ตลอดจนข้อมูลจากผู้ที่ร้องเรียนหน่วยงาน ผู้เข้าให้ข้อมูลหน่วยงาน หรือใครก็ตามที่สามารถยืนยันหรือพิสูจน์โดยหลักวิทยาศาสตร์

​เมื่อถามว่า มองว่า กกต.จะส่งฟ้องศาลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราเรียกร้องมาตลอดว่า กกต.ควรทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ควรจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปยังศาลฎีกา เนื่องจาก ​ประเด็นแรกคือ ตัวเลข 229 คนไม่ได้มาลอยๆ แต่เป็นบทสรุปจากการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่จริงตนสงสัย ถึงบางคนที่ไม่ได้อยู่ใน 229 คน แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำการทุจริตเกี่ยวกับการเลือก สว. เช่นกัน เพราะปรากฏในคลิปโรงแรม B2 ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยัน ประการที่สอง ย้ำว่า เกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้ในการตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ไม่ใช่เกณฑ์ว่าต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยถึงจะสั่งฟ้องเท่านั้น นั่นเป็นหน้าที่ของศาล ดังนั้นเกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้คือตั้งคำถามว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตการโกง สว. หรือไม่” ซึ่งหลายกรณีที่เรานำเสนอ แม้อาจจะไม่ได้เป็นหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย แต่เป็นหลักฐานที่ควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต  

ถามว่าล่าสุด กกต. มีมติส่งดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีคุณสมบัติแต่ยังสมัครรับเลือก สว. ประมาณ 1,700 กว่าคน เป็นการปล่อยออกมาเพื่อลดกระแสหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ​ไม่มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ไปในทางนั้นได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เราคาดหวังให้กกต. ดำเนินการทุกคดีอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติ ก็ถูกต้องแล้วที่ กกต. ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ก็สงสัยที่ กกต.ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ทั้งที่หลายเรื่อง เช่น ผู้สมัครที่เป็นพ่อ แม่ ลูก หรือ สามี ภรรยา ควรตรวจสอบรู้ตั้งแต่วันที่รับสมัครแล้ว เพราะฐานข้อมูลอยู่ในกรมการปกครอง ส่วนตัวเลข 1,700 กว่าคน ต้องไปดูในรายละเอียด  

เมื่อถามว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเอาผิดได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ ทั้งที่ได้รับมาและมีหน่วยงานยืนยัน แทบจะทั้งหมดที่มีการนำเสนอ ท้ายที่สุดมีการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และบุคคลในคลิปเสียง ตนในฐานะ สส. ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ระบุออกมาที่เป็นความจริง ก็น่าจะบ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือ ของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ระดับหนึ่ง

เมื่อถามถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะที่ 36 นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนประหลาดใจมากในห้องแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายศุภชัยใช้คำประมาณว่า ตนได้นำเอกสารมาแสดงโชว์ แล้วนายศุภชัยก็ถือเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่งพร้อมอธิบายว่าเป็นเอกสารอะไร ตนก็งงว่าเคยไปแสดงเอกสารโชว์ที่ไหน ในโซเชียลมีเดียของตนก็ไม่ได้มีการโพสต์อะไรเกี่ยวข้องกับเอกสาร ตนอภิปรายในสภาก็เกี่ยวกับ พ.ร.ก.เงินกู้ และให้สัมภาษณ์เพียงรายการเดียวแต่ไม่ได้แชร์เอกสารอะไร

“จึงค่อนข้างสับสนว่าการที่ สส. คนหนึ่งใช้ห้องแถลงข่าวสภา กล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จขนาดนี้ เกิน 12 ชั่วโมงแล้วและยังไม่มีการแก้ไขข่าว บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของผู้แถลงข่าวได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณศุภชัยยืนยันว่าเมื่อวาน ผมมีการแสดงเอกสารที่อยู่ในมือคุณศุภชัย ก็ระบุให้ชัดว่าผมไปแสดงเอกสารเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน ผมก็สงสัยเหมือนกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

ส่วนที่นายศุภชัยกล่าวว่าไม่มีการนำเอกสารของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 มาเปิดเผยบ้างนั้น ตนก็ได้พูดมาตลอด ซึ่งในช่วงเดือนมิ.ย. กกต.ได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการได้ซักถามทั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และ 36 ซึ่งชุดที่ 26 ประธานมาชี้แจงด้วยตัวเอง ตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่ชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ไม่มีการส่งเอกสารมา และขอเลื่อนมาตลอด ขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับข้อมูล ก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่านายศุภชัยสามารถช่วยตนเรียกร้องให้ กกต. ส่งเอกสารกลับมาที่ กมธ. ตนก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือไม่หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเร็วกว่านี้ แบบที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังจากเลือกตั้ง ตนได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว 90 วัน ที่ กกต. พิจารณาคดีนี้ ดังนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หลายภาคส่วนออกมาสื่อสารเรื่องนี้ช่วงนี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่ กกต. จะต้องลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือตัดตอนใครจนทำให้ไปไม่ถึงศาลหรือไม่ในช่วงต้นก.ย.นี้ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต. จะลงมติทิศทางใด แต่สิ่งสำคัญคือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต. ทำงานตรงไปตรงมาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้ายกหมดก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง สว. หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย แต่จะเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ปรากฏ แต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะสำเร็จ โดยคนมีความผิดแค่ 20-30 คน ถ้าเชื่อว่ามีก็ต้องมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนมาก ดังนั้นก็รออยู่เหมือนกันว่าหาก กกต.จะไม่สั่งฟ้องทั้งหมดจะอธิบายกับสังคมอย่างไร

เมื่อถามว่ามีการเปรียบเทียบการทำงานของฝ่ายค้านกับภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ที่ออกมาเปิดข้อมูลเยอะกว่า นายพริษฐ์ กล่าวว่า คดีโกง สว. เป็นคดีที่สำคัญที่กระทบต่อประชาชน และอนาคตของประเทศ หลายฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ก็พยายามร่วมกันเต็มที่ เพื่อนำเสนอชุดข้อมูลที่ตัวเองมี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย นำเสนอความจริงให้ได้มากที่สุด.