นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดย จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 2 (169/2569) คาดว่าในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทางตะวันออกของภาค รวมทั้งพื้นที่ด้านรับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงได้กำชับหน่วยงานชลประทานทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
.ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 49,524 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ รวมกัน และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 27,142 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 15,095 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างเก็บน้ำรวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,688ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานจึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำไหลเข้า โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
.สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,042 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 620 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนด้วยการควบคุมการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก พร้อมทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนให้มากที่สุด
.ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเติม กรมชลประทานจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยจัดเตรียมเครื่องจักรกล เครื่องมือ และบุคลากรเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงาน รวมทั้งตรวจสอบและดูแลอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ตลอดจนเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและรองรับสถานการณ์ฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป กรมชลประทานจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด



