ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ขณะที่ต้นทุนของดิน น้ำ และอากาศแทบไม่ได้ถูกนำมาคิดรวมในระบบธุรกิจ ธรรมชาติจึงถูกใช้ราวกับเป็นทรัพยากรที่มีให้ไม่จำกัด จนความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศเริ่มส่งผลกลับมาถึงเศรษฐกิจ การลงทุน และการดำเนินธุรกิจ
ประเด็นดังกล่าวคือโจทย์หลักในงาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ ภายใต้หัวข้อ ‘Nature Positive’ จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ และชุมชน ร่วมพูดถึงวิกฤตธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
นับต้นทุนธรรมชาติ

‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวทีด้านความยั่งยืนมักพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอน รวมถึงการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน ขณะที่ธรรมชาติและระบบนิเวศยังถูกพูดถึงในวงจำกัด ทั้งที่เป็นฐานของทุกอย่างที่เกิดขึ้น
การฟื้นฟูธรรมชาติให้เกิดขึ้นจริงจึงต้องเริ่มจากภาคธุรกิจ เพราะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีบทบาทโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘Nature Positive’ จึงต้องการให้ธุรกิจนำเรื่องธรรมชาติเข้ามาอยู่ในโมเดลการทำธุรกิจ การประเมินผลตอบแทน และการตัดสินใจ
โดยจุดเริ่มต้นคือการ ‘ให้มูลค่ากับธรรมชาติ’ หรือการประเมินมูลค่าธรรมชาติ (Valuation of Nature) เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรที่ธุรกิจนำมาใช้มีต้นทุนเท่าใด ตัวอย่างเช่น ธุรกิจการเกษตรต้องคำนึงถึงต้นทุนของน้ำและดินที่จำเป็นต่อการผลิต และเมื่อใช้ทรัพยากรเหล่านี้ไปแล้ว ธุรกิจก็ควรลงทุนฟื้นฟูและเติมทรัพยากรกลับคืนสู่ระบบนิเวศ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการผลิตในอนาคต
ม.ล.ดิศปนัดดา ยังเสนอว่า การประเมินต้นทุนธรรมชาติควรถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจขององค์กรด้วย ไม่ควรเป็นเพียงข้อมูลที่จัดทำไว้ในรายงานความยั่งยืน เพราะการมองเห็นต้นทุนของธรรมชาติจะช่วยให้ธุรกิจประเมินได้ว่าการใช้ทรัพยากรแต่ละประเภทมีต้นทุนเท่าใด และต้องจัดสรรเงินเพื่อดูแลหรือฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นอย่างไร พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภคและสาธารณชนรับรู้ว่า ธุรกิจใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างไรบ้าง
“เราต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ธรรมชาติไม่สามารถเป็นของฟรีที่เราตักตวงได้ไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจจะต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นหนึ่งในเครื่องมือตัดสินใจหลัก การวัดผลตอบแทนหลังจากนี้จะต้องไม่มองเพียงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องรวมผลตอบแทนของชุมชนและธรรมชาติเข้ามาสะท้อนอยู่ในงบดุลและทุกๆ การก้าวเดินด้วย”
ให้ธรรมชาติมีสิทธิ
อีกประเด็นที่ ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวคือแนวคิด ‘สิทธิของธรรมชาติ’ (Rights of Nature) โดยตั้งคำถามว่า มนุษย์สามารถพูดและเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ ขณะที่ธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตกลับไม่สามารถส่งเสียงเพื่อปกป้องตนเองได้ โดยแนวคิดดังกล่าวต้องการให้ธรรมชาติได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ได้รับการปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟู เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงอยู่และทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผู้คนต่อไป
“มนุษย์พูดได้และเรียกสิทธิมนุษยชนได้ แต่ธรรมชาติพูดไม่ได้ ทั้งที่เขาสำคัญมากต่อชีวิตเรา แนวคิด Rights of Nature คือการให้สิทธิ์แก่เขาที่จะอยู่คู่กับเราในคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลฟื้นฟู ซึ่งท้ายที่สุดผลประโยชน์ระยะยาวจะย้อนกลับมาหาพวกเราทุกคนอย่างไม่มีข้อสงสัย”
เมื่อมองธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ (Nature-Based Economy) จึงเข้ามามีบทบาท โดยธุรกิจต้องคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รวมถึงมองผลที่เกิดขึ้นกับชุมชนไปพร้อมกัน
ติดกระดุมเม็ดแรก
งาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ แบ่งการพูดคุยออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ ธุรกิจ สังคม การเงิน และชุมชน เพื่อมองการฟื้นฟูธรรมชาติจากหลายด้าน ภาคธุรกิจต้องปรับวิธีดำเนินงาน ภาคการเงินต้องมีเครื่องมือเข้ามาสนับสนุน ขณะที่สังคมและชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการใช้และดูแลทรัพยากร
ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวต่อไปว่า ธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัจจุบันมีแนวทางสำหรับฟื้นฟูธรรมชาติและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ และนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้จริง ‘การติดกระดุมเม็ดแรก’ จึงหมายถึงการเริ่มต้นให้ถูกทาง ทั้งในระดับธุรกิจและระดับชีวิตประจำวัน เพื่อให้การดูแลธรรมชาติค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของผู้คนและองค์กร
ดั้งนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal จึงต้องเริ่มจากการที่ทุกภาคส่วนขยับไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการเงิน ชุมชน และประชาชน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว



