คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผนึกกำลังเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย หรือ TNDR ซึ่งประกอบด้วยเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัย จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ TNDR ครั้งที่ 4 ชูแนวคิดสำคัญ “งานวิจัยด้านภัยพิบัติต้องนำไปใช้ได้จริง ไม่ขึ้นหิ้ง” พร้อมผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การเตรียมพร้อมและรับมือภัยพิบัติก่อนเกิดเหตุ เพื่อลดความสูญเสียและสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต
การประชุมจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “จากความเสี่ยงสู่เมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ: บูรณาการเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความร่วมมือสหวิทยาการ” ระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย ศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมี รศ.ดร.อดิศักดิ์ สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ พร้อมด้วยนักวิจัย คณาจารย์ นิสิต นักเรียน และผู้แทนจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีที่รวบรวมองค์ความรู้และความร่วมมือจากเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับความเสี่ยงภัยพิบัติที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ภายในงานมีการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกและระดับชาติ อาทิ Mr. Sanjaya Bhatia หัวหน้าสำนักงาน UNDRR ONEA & GETI นายรัฐ คลังแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย และ Mr. Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย หรือ ADPC

พร้อมกันนี้ ยังมีการเสวนาวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยที่มุ่งตอบโจทย์ปัญหาจริงในพื้นที่ ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ความเสี่ยงและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ระบบทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการศึกษา สุขภาพ และความเข้มแข็งของชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีเวทีพิเศษสำหรับภาคเยาวชน การเสวนาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ TNDR Market Place ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ นักวิจัย ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมงานวิจัยออกจากห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่

ด้าน ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ กล่าวว่า สถานการณ์ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมีลักษณะที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
“สิ่งที่ไม่เคยเห็น เราอาจจะได้เห็น ภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น เข้มขึ้น และแปลกไปจากเดิม เมื่อเกิดถี่และรุนแรงขึ้น ความเสียหายก็ย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอรับมือเมื่อภัยเกิดขึ้น ไปสู่การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ เพราะเมื่อไม่สามารถควบคุมภัยพิบัติได้ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมคน เตรียมเครื่องมือ และเตรียมระบบจัดการให้พร้อมที่สุด ทุกภาคส่วนต้องเตรียมตัว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้สามารถอยู่กับภัยพิบัติได้ โดยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด กระบวนการนี้ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ คิดค้นแนวทางรับมือ และนำงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ก่อนถ่ายทอดไปสู่ชุมชน ซึ่งเป็นด่านแรกในการเผชิญเหตุ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อม รับการแจ้งเตือน และอพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเปลี่ยนจากความตื่นตระหนก มาเป็นความพร้อม งานวิจัยด้านภัยพิบัติต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละพื้นที่ และนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่ทำแล้วเก็บไว้บนชั้น

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเผชิญทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม การรับมือจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ ควบคู่กับการเตรียมพร้อมของประชาชน ระบบแจ้งเตือนภัย การวางแผนอพยพ และการปรับรูปแบบการก่อสร้างและการพัฒนาเมืองให้สามารถอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้
การประชุม TNDR ครั้งที่ 4 จึงไม่ได้มุ่งเพียงการนำเสนอผลงานวิชาการ แต่เป็นเวทีสำคัญในการผลักดันให้องค์ความรู้ด้านภัยพิบัติถูกนำไปต่อยอดสู่ นโยบาย เมือง ชุมชน และการปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนการรับมือจาก รอแก้ไขหลังเกิดเหตุ ไปสู่ การป้องกันและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย และสร้างสังคมไทยให้สามารถอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน”




