ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์โลก กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบพลังงานไทย เพราะไทยยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะเดียวกันความต้องการใช้ไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้น ทำให้การวางแผนระบบไฟฟ้าในระยะข้างหน้าต้องรับมือทั้งเรื่องต้นทุน ความมั่นคง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบนเวทีสัมมนาพิเศษหัวข้อ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’ จัดโดยเครือมติชน โดย ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ‘วัฒนพงษ์ คุโรวาส’ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำเสนอทิศทางการปรับระบบพลังงาน ตั้งแต่การลดความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงนำเข้า ไปจนถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026
เร่งลดเสี่ยงพลังงาน

เอกนัฏ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานของไทยยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างประเทศ โดยไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ แม้จะมีกำลังการกลั่นเพียงพอสำหรับผลิตน้ำมันสำเร็จรูปทุกประเภท ทั้งดีเซล เบนซิน น้ำมันอากาศยาน และก๊าซหุงต้มก็ตาม
ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้ชัดเมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง การปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีที่ขยายไปถึงทะเลแดง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบสะดุดและราคาพลังงานทั่วโลกผันผวนสูง โดยราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งใช้เป็นราคาอ้างอิงของไทย เคยเพิ่มจากเฉลี่ยประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปแตะระดับสูงสุด 292 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เอกนัฏระบุว่า หากไทยไม่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคาขายปลีก ราคาดีเซลในประเทศอาจสูงเกิน 70 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาคไฟฟ้ายังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนมากกว่า 60% โดยก๊าซจากอ่าวไทยรองรับความต้องการได้ราว 60-70% และส่วนหนึ่งนำเข้าจากเมียนมา ขณะที่อีกประมาณ 25-30% ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวทางเรือ
ปัญหาคือเกือบครึ่งหนึ่งของก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าต้องซื้อผ่านตลาดจร ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลกโดยตรง ราคาอ้างอิงเจเคเอ็ม (JKM) จึงเคยเพิ่มจากระดับปกติ 10-12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 23 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนเชื้อเพลิงนำเข้าสูงเกิน 5 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า
ดัน E20 ลดพึ่งน้ำมันนอก
เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศ กระทรวงพลังงานเตรียมผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพให้เป็นหนึ่งในแนวทางด้านความมั่นคงพลังงาน โดยตั้งเป้าปรับมาตรฐานน้ำมันเบนซินจาก E10 ซึ่งเป็นมาตรฐานปัจจุบัน ไปสู่ E20 ทั่วประเทศ
ปัจจุบันไทยใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินประมาณ 30 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็น E10 ราว 83% หรือ 25 ล้านลิตร และ E20 ประมาณ 17% หรือ 5 ล้านลิตรต่อวัน หากเปลี่ยนการใช้งานทั้งหมดเป็น E20 จะเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลอีก 10% และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบในส่วนของน้ำมันเบนซินลงได้ 10%
ไทยมีวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอลจากภาคเกษตรในประเทศ ทั้งกากน้ำตาลจากอ้อยและมันสำปะหลัง โดยต้นทุนเอทานอลในประเทศต่ำกว่าน้ำมันเบนซินนำเข้าที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ขณะที่ไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลติดตั้ง 6-7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตใช้งานจริงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 43-50% ของกำลังการผลิต เนื่องจากตลาด E20 ยังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ
กระทรวงพลังงานจึงเตรียมทำงานร่วมกับสมาคมและผู้ผลิตยานยนต์ เพื่อยืนยันว่ารถยนต์และเครื่องยนต์ที่ผลิตในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ 100% โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย ขณะเดียวกันแม้กองทุนน้ำมันจะช่วยให้น้ำมัน E20 มีราคาถูกกว่า E10 ถึง 5 บาทต่อลิตร แต่ผู้ใช้รถจำนวนมากยังสับสนเรื่องการเลือกเติมน้ำมัน รัฐบาลจึงเตรียมเร่งสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์เรื่องนี้
นอกจากน้ำมันแล้ว กระทรวงพลังงานยังวางแผนเพิ่มความมั่นคงด้านก๊าซธรรมชาติ โดยร่วมกับบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. พัฒนาแหล่งก๊าซในประเทศและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งการเพิ่มกำลังผลิตจากอ่าวไทย การสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติทะเลลึกฝั่งอันดามัน และการรักษากำลังผลิตจากแหล่งก๊าซในเมียนมา
เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด
ด้านตลาดไฟฟ้า กระทรวงพลังงานได้ปลดล็อกข้อจำกัดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ ไดเร็กต์พีพีเอ (Direct PPA) จากเดิมที่กำหนดเป็นโครงการทดลองและจำกัดโควตาไว้ 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมขยายสิทธิให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จากเดิมที่เน้นกลุ่มศูนย์ข้อมูลเป็นหลัก
แนวทางนี้เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงโรงงานส่งออกที่ต้องเผชิญมาตรการทางภาษีคาร์บอนข้ามแดน สามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกับผู้ผลิตเอกชนได้โดยตรง โดยใช้ระบบสายส่งของรัฐ พร้อมอยู่ระหว่างกำหนดค่าบริการใช้ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าให้เหมาะสมกับทุกฝ่าย
ส่วนโครงการโซลาร์ประชาชน รัฐบาลเตรียมเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจากการสนับสนุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มาเป็นการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านหรือที่ดินของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยกำหนดกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อหลัง และประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินลงทุนเริ่มต้น รัฐบาลจะรับประกันการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้
รายได้จากการขายไฟฟ้าจะนำไปชำระคืนต้นทุนระบบกับธนาคารเป็นรายเดือน ขณะที่ประชาชนจะได้รับสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีหรือส่วนลดค่าไฟทันที เมื่อระบบคืนทุนภายในประมาณ 7-10 ปี แผงโซลาร์เซลล์จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชน และรายได้จากการขายไฟหลังจากนั้นจะเป็นรายได้ของเจ้าของระบบ โดยเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการนี้เพิ่มจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์
ทิศทาง PDP ใหม่

ด้าน วัฒนพงษ์ กล่าวว่า ร่าง PDP 2026 กำลังปรับรูปแบบระบบไฟฟ้าไทยจากระบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้เป็นเพียงผู้รับไฟ ไปสู่ระบบที่ผู้ใช้สามารถผลิตไฟฟ้า กักเก็บพลังงาน และบริหารจัดการพลังงานของตัวเองได้ โดยมีโครงข่ายอัจฉริยะและระบบสื่อสารสองทางเข้ามารองรับ
เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าต้องรับมือกับกำลังผลิตที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศ ร่างแผนจึงยกเลิกการใช้เกณฑ์กำลังการผลิตสำรองแบบเดิม และเปลี่ยนมาใช้แอลโอแอลอี (Loss of Load Expectation) หรือโอกาสที่ไฟฟ้าจะไม่เพียงพอในรอบปีเป็นเกณฑ์ประเมินความมั่นคงของระบบ พร้อมวางความต้องการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เพื่อช่วยรักษาความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ
ในระยะยาว ร่าง PDP 2026 วางเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการผลิตไฟฟ้าจากประมาณ 80 ล้านตันต่อปี เหลือ 19 ล้านตันต่อปีในปี 2050 หรือลดลง 75% โดยมี 3 แนวทางให้เลือก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนร่วมกับก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักโดยไม่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และแนวทางผสมผสานที่แบ่งการพึ่งพาทั้งสองด้านในสัดส่วน 50% ต่อ 50%
อย่างไรก็ตาม แต่ละแนวทางมีต้นทุนและข้อจำกัดต่างกัน โดยแนวทางใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนยังมีต้นทุนสูง ส่วนแนวทางที่ใช้พลังงานหมุนเวียนถึง 90% อาจทำให้การบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ล่าช้าไปหลังปี 2080 และต้องรับมือกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของระบบ รวมถึงความต้องการพื้นที่และเงินลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายไฟฟ้าอย่างมาก ขณะที่แนวทางผสมผสานพยายามรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนกับความมั่นคงของระบบ
สำหรับช่วงก่อนปี 2037 ทั้ง 3 แนวทางจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากนั้นจึงต้องตัดสินใจเลือกแนวทางระยะยาว โดยหนึ่งในเกณฑ์หลักคือภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับในแต่ละทางเลือก
เพิ่มพลังงานสะอาด พลิกโฉมโครงข่าย
วัฒนพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ร่าง PDP 2026 จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าจากเดิมประมาณ 30% เป็น 49% ภายในปี 2037 ส่วนเป้าหมายระยะยาวเพื่อมุ่งสู่เน็ตซีโร่ กำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดขั้นต่ำไว้ที่ 65% และในบางทางเลือกอาจเพิ่มได้ถึง 90% ขณะที่โรงไฟฟ้าฐานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจะมีสัดส่วนประมาณ 11% และพลังงานเปลี่ยนผ่านรูปแบบอื่นอีก 24%
การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในระดับดังกล่าวทำให้ไทยต้องเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก โดยร่างแผนคาดว่ากำลังผลิตติดตั้งรวมจะเพิ่มจากประมาณ 7.7 หมื่นเมกะวัตต์ในแผนเดิม เป็น 2 แสนเมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นราว 160% ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดคาดว่าจะเพิ่มจากกว่า 5 หมื่นเมกะวัตต์ เป็นเกือบ 8 หมื่นเมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นราว 60% เหตุผลหนึ่งมาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมไม่สามารถควบคุมกำลังผลิตได้ตามต้องการ เพราะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล จึงต้องเตรียมกำลังผลิตรองรับช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้น้อย
พร้อมกันนั้น ร่าง PDP 2026 ยังวางแนวทางปรับระบบไฟฟ้าไปสู่โครงข่ายอัจฉริยะ โดยจะติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะและปรับสถานีไฟฟ้าให้เป็นระบบดิจิทัล รวมถึงนำโรงไฟฟ้าเสมือนและระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวเข้ามาช่วยบริหารจัดการไฟฟ้า เพื่อลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ระบบที่จะเข้ามามีบทบาทครอบคลุมทั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่หลังมิเตอร์ และการนำไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบโครงข่าย
สำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ศูนย์ข้อมูล ภาครัฐและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีแนวทางแยกต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้กลุ่มนี้ออกจากผู้ใช้ทั่วไป เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวจากตลาดจร ซึ่งมีต้นทุนสูง โดยผู้ใช้ไฟกลุ่มดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยตรง หากเลือกเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าหลวง
ขณะเดียวกัน การปรับปรุงโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะทำให้ระบบรองรับแหล่งพลังงานได้หลากหลายขึ้น ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำสะอาดจากประเทศลาว และระบบแบตเตอรี่ รวมถึงเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว เช่น ผู้ผลิตในนิคมอุตสาหกรรม สามารถเชื่อมต่อและส่งไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายหลักได้ วัฒนพงษ์ กล่าวสรุปว่า ร่าง PDP 2026 กำลังจะนำระบบไฟฟ้าไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งการเพิ่มพลังงานสะอาด การปรับโครงข่ายให้รองรับแหล่งผลิตที่หลากหลาย และการเปิดให้ประชาชนกับภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังต้องหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านไฟฟ้ากับต้นทุนที่ผู้ใช้ไฟต้องแบกรับ เพื่อเดินหน้าเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 75% ภายในปี 2050 โดยไม่ผลักภาระค่าไฟไปถึงประชาชนมากเกิ



