เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว. ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี รวม 5 จังหวัด มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรี ในวันที่ 27 ส.ค.
เมื่อภารกิจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตนเห็นว่าต้องเลือกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน ตนมีจิตสำนึกต่อประชาชน ส่วนผู้ที่กล่าวหาว่าตนไม่มีจิตสำนึกนั้น มีวุฒิภาวะมากแค่ไหน ที่มองว่าตนขาดจิตสำนึกจากกรณีดังกล่าว
ข้อกล่าวหาที่ว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และในวันที่ 25 มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จุดเริ่มต้นของการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 67 ตนได้เชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายใน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร
ระหว่างการพูดคุย นายเอได้กล่าวขึ้นมาว่า เขาเป็นผู้สมัคร สว. และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. วันที่ 25 มิ.ย. นายเอเดินทางมาพร้อมกับคณะ และได้ขอให้ตนช่วยสนับสนุนเรื่องการสมัคร สว. อีกครั้ง ซึ่งตนปฏิเสธอีกครั้งทันที และเชิญนายเอออกจากห้อง เนื่องจากได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้

“ข้อกล่าวหาที่มีต่อผมเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผมชี้แจงทั้งหมด ผมก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9 คน นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอต่อกรรมการสอบชุดที่ 26” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร ตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่ามีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว ส่วนกรณีวันที่ 4-5 ก.ค. 67 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว. ที่โรงแรมพูลแมน มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว ซึ่งโรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหารในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักงานพรรคภูมิใจไทยยังต่อเติมไม่เสร็จ ก็ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และพูดคุยกัน
ส่วนกรณีที่อ้างว่า สว. รวมตัวกันเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 100 คน หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องใช้ห้องประชุมใหญ่ ในวันที่ 4-5 ก.ค. 67 ตนไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพูลแมน เนื่องจากเดินทางไปราชการที่ประเทศเยอรมนี โดยมีทั้งหนังสืออนุญาตเดินทางไปราชการที่เสนอถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้น เดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 28 มิ.ย. 67 และเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 8 ก.ค. 67 ซึ่งได้นำหลักฐานทั้ง 2 ส่วนส่งให้ กกต. ชุดที่ 26 แล้ว
“นี่คือหลักฐานชัดเจน แล้วถามว่าตั้งข้อกล่าวหาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดที่ 26 ใช้วิธีการตั้งข้อหาแบบสุ่ม” นายนภินทร กล่าว

นายนภินทร กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีกระแสกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการส่งฟ้องที่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะมีการเปิดหลักฐานเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง ขณะที่หลักฐานที่ใช้ต่อสู้ และเป็นคุณต่อผู้ถูกร้องกลับไม่ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งการที่ กกต. ดำเนินการพิจารณาคดีมากกว่า 400 คดีอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงด้านเดียวและกดดันการทำงานของ กกต. นั้น หากมองในทางการเมืองถือว่าเป็นการทำงานการเมืองที่สกปรก
หลักฐานที่เขาใช้ต่อสู้และเป็นคุณ กลับไม่เปิดออกมา และการกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงข้างเดียวเพื่อกดดันการทำงานของ กกต. เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ผมถือว่าเป็นการทำงานทางการเมืองที่สกปรก คุณจะมาจินตนาการว่า สว. เลือก กกต. มา 3-4 คนแล้วจะลำเอียง คุณกำลังจินตนาการให้ร้ายกับสังคม สำนวนถือเป็นความลับ เมื่อคุณมาเปิดเฉพาะประเด็นที่เป็นผลร้าย กกต. ก็ไม่สามารถเอาสำนวนมาชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้ เพราะเขาออกมาโต้ตอบไม่ได้ คุณจึงไม่ควรทำแบบนี้ เปิดข้อเท็จจริงเพียงซีกเดียวในสิ่งที่ กกต. พูดไม่ได้

มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27 ก.ค. 67 มี สว. ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯ ไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯ ไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว. ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง
นายพริษฐ์บอกว่ามีผู้สมัคร สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ 4-5 คน กระทรวงพาณิชย์มีคน 4-5 พันคน มีผู้สมัคร สว. หรือ สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาถามแบบนี้ เป็นการพยายามเชื่อมโยงแบบจินตนาการไร้เหตุผล ส่วนที่ระบุว่ามีเส้นทางการเงินนั้น คนที่จ่ายเงินอาจจะมีคำชี้แจงว่าจ่ายให้ใครอย่างไร แต่คนๆ นั้นเป็นเพียงคนรู้จักของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนหนึ่ง หรือเคยเป็นตัวแทนของภูมิใจไทย เท่านี้เพียงพอแล้วหรือที่จะกล่าวหาว่านักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนนั้นว่าจ้างให้เขาทำ หลักฐานเชื่อถือได้แล้วหรือ
“คณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต. ทั้ง 7 ท่านว่ามีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่ 26 ของ กกต.” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตนแจ้งความนายยิ่งชีพไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอมาเจอตน และมีข้าราชการ 2 คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2 คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วย และรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมด และบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง




