ยิ่งใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายของ การวินิจฉัย “คดีฮั้ว สว.” พรรคฝ้ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน (ปชน.)” ก็ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญ ต้องการให้ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนส่งไปที่ศาลฎีกา เพื่อหวังให้เกิดผลกระทบกับรัฐบาล ที่มี “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” เป็นแกนนำรัฐบาล และสว.ส่วนใหญ่ที่ถูกมองเป็น “สว.สีน้ำเงิน” ที่น่าสนใจคือวันที่ 29 ส.ค. มีการจัดกิจกรรม “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ซึ่งเป้าหมายนอกจากจะพูดถึงระบบการเมืองของประเทศ ที่ถูกมองว่ามีปัญหา และจะมีการนำหลักฐานเรื่องฮั้ว สว.มาเปิดเผยเพิ่มเติม ที่เป็นประเด็นคือ ในเวทีมีการเชิญ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เข้ามาร่วมในเวทีดังกล่าวด้วย ซึ่งมีการจับตามอง การนำเสนอความเห็น จะกระทบความสัมพันธ์กับ พรรคแกนนำรัฐบาล หรือไม่ และในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้น “พรรค พท.” ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเสียง สส. 74 เสียง จะมีอำนาจต่อรองสูง หากไม่ยกมือไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะมีอันเป็นไปในทันที

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ให้ความเห็นกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรค พท. ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ในหัวข้อ ‘การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น’ ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ และมีชื่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ที่คาดว่าจะมีเรื่องคดีฮั้ว สว. ว่า ไม่ทราบเลย เรื่องฮั้ว สว. จะมาถามตนทำไม ตนไม่เกี่ยว ตนเป็นรัฐบาล ส่วนที่ มีชื่ออยู่ในสำนวน กกต. เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการให้ตนชี้แจงหรือไปแถลงอะไรก็ทำตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มี ซึ่งมีชื่อตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว และออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า ไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไร ที่จะไปเอาชื่อตัวเองออกมา และยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ใครถามมาก็พร้อมที่จะตอบ และชี้แจงข้อสงสัยในทุกเรื่อง
เมื่อถามว่ามีชื่อ นพ.ชลน่าน ขึ้นเวทีด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคใครพรรคมัน การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คือ เรามาบริหาราชการแผ่นดินร่วมกัน นพ.ชลน่าน ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ในรัฐบาลของตน และตนก็ไม่ค่อยได้เจอ นพ.ชลน่าน ซึ่งคงต้องไปถาม นพ.ชลน่าน เอง เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. จะวัดใจพรรค พท.ในการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไปหรือไม่ และจะเป็นการต่อรองในอนาคตหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว ในช่วงที่ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเขา ก็ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาท สถานะก็เหมือนกัน อย่าไปนับแค่ตัวเลข มันไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เราจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้ว ตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน ไม่ต้องไปกังวล ได้ประสานพูดคุยหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมาก็ชัดเจนอยู่แล้ว คะแนนที่โหวต พ.ร.ก.เงินกู้ แสดงถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลมากๆ ก็จะมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือ เงินทุนต่างประเทศก็ไหลมา ซึ่งต้องย้ำว่าต้องทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
แม้หัวหน้ารัฐบาลจะมั่นใจกับ ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล แต่การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ยิ่งคดี “ฮั้ว สว.” ด้าน “ดีเอสไอ” รับเป็นคดีพิเศษ ในสมัย “พท.” เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งก็ถูกมองในขณะนั้น ต้องการลดอำนาจพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” เป็นจุดเริ่มในการสร้างความหวาดระแวงของสองพรรคการหรือไม่

ส่วน “นพ.ชลน่าน” ได้เปิดเผยผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ว่า การตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมเวที ได้พิจารณาแล้วอย่างรอบคอบในรายละเอียดกับหัวข้อ แม้จะสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล แต่ หน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ยังเป็นบทบาทตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ของ สส.ทุกคน รวมถึงประชาชน การไปร่วมงานครั้งนี้จึงไปในฐานะ อดีตผู้นำฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ไม่ได้ไปในนามพรรค พท. และไม่ได้เข้าไปแตะต้องประเด็นการเมืองประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นการเฉพาะ
“หัวข้อที่เขาให้พี่มาจะเป็นหัวข้อของ กลุ่มอดีตผู้นำฝ่ายค้าน พี่ก็ตัดสินใจรับ พี่มองในแง่ตรงข้ามว่าถ้าเกิดพี่ไปมันน่าจะทำให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นที่ยอมรับเปิดเผยมากขึ้น แม้พรรคที่สังกัดร่วมรัฐบาล แต่ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะละเว้นการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะหน้าที่ในการควบคุมบริหารแผ่นดินเป็นหน้าที่ของ สส. แม้พี่ไม่ได้เป็นแต่พี่เป็นภาคประชาชน พี่ก็ย่อมมีสิทธิจะทำในนามภาคประชาชน ไม่ได้ทำในนามพรรค” นพ.ชลน่าน กล่าว
เมื่อถามว่าถ้ามีคำสั่งห้ามไม่ให้ไปจะทำอย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของระบบการเมืองไทย หรือพรรครัฐบาล ที่ไปปิดกั้น ถ้าพรรค พท.ทำอย่างนั้นก็หมายความว่าพรรค พท.ไปปิดกั้นการตรวจสอบถ่วงดุล

ส่วนประเด็นฮั้ว สว. “นายภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรค ปชน. ออกมาแถลงถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึง กระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่า เป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคเตรียมยื่นร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่า ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 คนนั้น เป็น สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว.สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย หากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง
“แต่วันนี้มีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องที่ กกต.มีมติดำเนินคดีอาญา กับผู้สมัคร สว. 1,767 คน ข่าวนี้ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า กกต.สามารถดำเนินการทางอาญาได้ แต่ต้องถามว่า กกต.มีการกำหนดหรือไม่ว่า ในผู้กระทำผิด 1,767 คนนั้น มีผู้ที่เป็น สว.จริงกี่คน และ สว.สำรองกี่คน หากผิดจริงก็ต้องให้ดำเนินการคืนเงินตามกระบวนการ เพราะคดีอาญาที่จะต้องส่งศาลฎีกา มีผลต่อ สว.ที่กำลังใช้อำนาจหน้าที่อยู่ไม่เหมือนกัน แต่ในการดำเนินคดีอาญามีบทบาทในตัวของมันเอง ไม่ได้ทำให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมือนเป็นการซื้อเวลา” นายภัณฑิล กล่าว

ขณะที่ในเวทีที่คณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระฯ จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” โดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ กมธ. กล่าวในหัวข้อ “ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ตอนหนึ่งว่า วันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือ สามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไป ยึดกลไกของวุฒิสภา เพื่อสามารถจะเป็นคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้น เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร อยู่ไปสักพัก ก็จะขยายอาณาจักร และปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ นอกเหนือจากปัญหาที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระหรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติขององค์กรอิสระ
“เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าสมมุติเราบอกว่า พรรคการเมืองยึดครอง สว. และส่งคนเป็นองค์กรอิสระ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว. ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภายืนขวางอยู่ ผมรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพ ล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทำให้ “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. หลังตั้งคำถามพรรคการเมืองส่งคน “ยึดครองวุฒิสภา” และอาจใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครอง หรือไม่ว่า เราควรใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หรือใช้เพียงความรู้สึก และ ข้อสันนิษฐานทางการเมือง หากมีหลักฐานว่าพรรค ภท.หรือบุคคลใดกระทำผิดกฎหมาย เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ขอให้นำหลักฐานเข้าสู่ กระบวนการตามกฎหมาย ให้ กกต. ศาล หรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัย แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด การพูดในลักษณะเสมือนว่ามีพรรคการเมือง “ส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา” ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง พรรค ปชป. เคยตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง ภาพนายอภิสิทธิ์กับนกหวีด คือภาพจำของคนทั้งประเทศ และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ วิกฤติการเมืองทั้งสองช่วงจบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557
ต้องยอมรับว่า การคุมอำนาจฝ่ายบริหาร และถูกมองว่า มีสัมพันธ์ที่ดีกับ สว.ส่วนใหญ่ ซึ่งมีอำนาจในการเลือกบุคคลเข้าไปทำงานในองค์กรอิสระ เลยกลายเป็นว่า “ภท.” ถูกพรรคการเมืองต่างรุมกินโต๊ะ และเชื่อว่า ศึกซักฟอกที่กำลังจะเกิดขึ้น พรรคฝ่ายค้านต้องจัดหนักจัดเต็ม เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลได้รับผลกระทบมากที่สุด
“ทีมข่าวการเมือง”



