ทำให้พรรคส้มต้องหาเกมที่ทำให้ตัวเองโพล่พ้นหล่มนี้ขึ้นมาหาแสงอีกครั้ง ซึ่งเวทีของพรรคฝ่ายค้าน คือ “สภาผู้แทนราษฎร” เพราะหน้าที่ของฝ่ายค้านคือการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ย
ฝ่ายค้าน โดยพรรคประชาชน ถือธงนำ มีพรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบ ตามน้ำหนักของสส.ในสภา ปมร้อนการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาล ทั้งเรื่องใหม่ เรื่องเก่า แน่นอนว่าพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ เข้าทางพรรคส้มเดินหน้าแฉฉาวของรัฐบาล
ทั้งนี้ การตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า การทำงานของกรรมาธิการต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของข้าราชการที่มีหน้าที่หลักอยู่แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า กรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาหลายต่อหลายคณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคฟ้า อย่างประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่กรรมาธิการที่มีคนของรัฐบาลนั่งหัวโต๊ะเองก็เถอะ วันนี้มีการทำงานซ้ำซ้อนกันจริง ๆ ทำให้เวทีตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานรัฐ กลายเป็นเวที “ชิงแสง” เสียมากกว่า
อย่างโกงสอบท้องถิ่นที่เห็นชัดมาก ว่าข้าราชการหนึ่งหน่วยงานต้องวิ่งรอกเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการอย่างน้อย 3 คณะ วิ่งรอกไม่เป็นอันทำงาน รวมไปถึงกรรมาธิการตรวจสอบโครงการใหญ่อย่าง TH-AI Passport นี่ก็มีหลายคณะที่เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง
ล่าสุด “ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท)” ออกมาร้องประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจัดระเบียบไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน 4 ข้อ 1.วินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. แต่ละคณะ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ รวมถึงกรณีที่ กมธ. จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด 2.กำหนดหลักเกณฑ์กรณีเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ว่าจะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน
3.วินิจฉัยกรณี กมธ. คณะหนึ่งดำเนินการในเรื่องที่โดยสาระสำคัญอยู่ในหน้าที่และอำนาจของอีกคณะโดยเฉพาะ การสอบหาข้อเท็จจริงหรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง ว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับหรือไม่ 4.พิจารณากำหนดแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อน การก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ระหว่างกัน และลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
เมื่อมันเยอะจนล้น จึงควรจัดองคาพยพ และภารกิจที่ทำให้เหมาะสม รวมถึงการปรับปรุงอากัปกิริยาของกรรมาธิการ เริ่มจากการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าพอมีอำนาจในมือก็ยกตนข่มท่าน ดูหมิ่น ตีตราว่าอีกฝั่งหนึ่งโกง ทำให้สังคมตั้งคำถามกลับว่า ตกลงแล้ว นี่เป็นการทำงานตรวจสอบ หรือเป็นการระบายแค้นทางการเมืองหรือไม่ ส่งเกิดผลลบต่อผลการตรวจสอบว่าเต็มไปด้วยอคติ ซึ่งทั้งหมดอย่าลืมว่าประชาชนจับจ้องอยู่ หากประชาชนไม่เข้าใจทุกอย่างก็พลิกผันได้เหมือนกัน เลยไปถึงศึกซักฟอกรัฐบาลที่รออยู่ข้างหน้าอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเท่าที่ควร.



