กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาหลัง “รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกหนังสือชี้แจงกรณีการกล่าวอ้างถึงการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 (ปปร.30) ของสถาบันพระปกเกล้า ว่าได้ตรวจสอบข้อมูลทันทีตั้งแต่วันที่ทราบเรื่อง คือ 23 ก.ค. 2569 โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าทั้งผู้ร้องและผู้สมัครที่ถูกกล่าวถึง เป็นบุคคลที่มีอยู่จริง จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และติดต่อผู้สมัครตามข้อมูลที่ระบุไว้ในใบสมัครตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 โดยผู้สมัครได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไม่เคยเสนอ มอบ หรือตกลงจะให้เงิน หรือผลประโยชน์ใดแก่บุคคลใดเพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตร ยินดีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่

“จากข้อเท็จจริงและข้อมูลทั้งหมด ขอยืนยันว่าทุกข้อกล่าวอ้างเป็น ข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งหากพิจารณารูปแบบและวิธีการสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน บุคคลที่ศึกษาข้อมูลโดยปราศจากอคติย่อมเข้าใจได้ว่า อาจมี ความมุ่งหมายทางการเมือง ในการกลั่นแกล้งและบ่อนทำลายชื่อเสียงของผมหรือองค์กร” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ากล่าวชี้แจง พร้อมระบุว่า ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและชื่อเสียง และจะดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้าง เผยแพร่ หรือขยายผลข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อมิให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้บ่อนทำลายชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กร รวมถึงหากตรวจพบว่ามีบุคคลใดให้หรือเสนอให้เงินสินบน จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้นั้นอย่างถึงที่สุด

ด้าน “นางคมคาย อุดรพิมพ์” สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีมีการเรียกรับเงิน 500,000 บาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 สถาบันพระปกเกล้า ว่าได้ติดตามเรื่องนี้จากสื่อมวลชน พบว่ามี นายตำรวจยศ ร.ต.อ. อ้างตัวเป็นคนกลาง สามารถประสานงาน ผู้บริหารระดับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เพื่อขอโควตาพิเศษได้ โดยเรียกรับเงินสด 500,000 บาท แต่เมื่อประกาศรายชื่อกลับไม่มีชื่อ จึงเข้า แจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างมาก

เรื่องนี้น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรวิชาการระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของ ประธานรัฐสภา มีหน้าที่ผลิตหลักสูตรสร้างผู้นำ และสอนเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต ให้กับคนทั้งประเทศ แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริต หรือซื้อขายโควตาการศึกษาจริง ย่อมทำลายความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของรัฐสภาอย่างร้ายแรง

นางคมคาย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประธานรัฐสภาในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าควรดำเนินการ คือ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยร้ายแรง หากพบว่ามีมูลควรพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ป้องกันการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และประสาน ป.ป.ช. ไต่สวนตามขั้นตอน โดย กมธ.ตำรวจ จะติดตามการทำงานของ สภ.รัตนาธิเบศร์ และพนักงานสอบสวนว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึง การส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ภายใน 30 วัน หากพบการละเว้นหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายความผิดตาม กฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“ในฐานะโฆษก กมธ.ตำรวจ สามารถ ใช้อำนาจตาม รธน. และกฎหมายคำสั่งเรียกของคณะ กมธ. หยิบยกเรื่องที่เป็นภัยต่อสังคมและ กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ขึ้นมาตรวจสอบได้ทันที จะเสนอให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระด่วน พร้อมเรียก ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์, พนักงานสอบสวน, นายตำรวจคนกลาง และตัวแทนสถาบันพระปกเกล้าเข้ามาชี้แจง พร้อม ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบตำรวจร่วมทุจริตจริง จะส่งเรื่องให้จเรตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีวินัยร้ายแรง และ ส่งสำนวนตรงถึง ป.ป.ช. ทันที โดยไม่มีการปกป้องคนผิดอย่างเด็ดขาด” นางคมคาย กล่าว

ต้องยอมรับว่า “สถาบันพระปกเกล้า” มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและด้านวิชาการ ดังนั้นเมื่อมีเรื่องร้อนเกิดขึ้น มีการกล่าวหาว่ามีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าศึกษาในหลักสูตร ปปร.30 คงต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏ โดยนอกจากการตรวจสอบภายใน การที่ “กมธ.ตำรวจ” เข้ามาค้นหาความจริงในเรื่องนี้ จะได้ข้อมูลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ถือเป็นบาดแผลใหญ่ของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังถูกเปิดโปงเรื่อง พฤติกรรมทางเพศ เริ่มตั้งแต่ “นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข” ที่มีผู้เสียหายออกมาเปิดเผยว่า ถูกนักกิจกรรมอาวุโสล่วงละเมิดทางเพศ โดยไม่เคยขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่กล้าบอกใครเนื่องจากรู้สึกอับอาย ต่อมา “นายสมยศ” ได้ออกมาโพสต์รับผิด โดยระบุว่า “ผมขอโทษคุณ ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่าคุณให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณย้ายมาอยู่กินด้วยกัน คิดว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก”

“คุณอายุ 25 ปี ผมอายุ 64 ปี มีความแตกต่างทางอายุตามที่บอกเล่า แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันสองปี ปีแรกยังประคับประคองไปด้วยกันได้ ปีที่สองเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกแยกต่อกัน ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณต้องการให้ปกปิดความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันและ ผมก็ร่วมปกปิดไปด้วย เราอยู่ด้วยกันและมีการทะเลาะกัน มีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกรากันไป” นายสมยศเปิดเผยความสัมพันธ์

ด้าน “นางอังคณา นีละไพจิตร” สว. และอดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ได้ให้ความเห็นว่า “ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง ‘อยู่กินกัน’ สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผู้เสียหายเขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับ ให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสม ความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง

และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทน ด้วยความสัมพันธ์ทางเพศ ที่ไม่ยินยอม ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินไม่ได้ว่าเพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผู้เสียหายรายนี้ รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคนจนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่า จะเยียวยาผู้เสียหาย โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้อย่างไร”

นอกจากนี้ “พรนภา เอี่ยมสำอาง” อดีตนักกิจกรรมการเมืองและนักเขียน ได้โพสต์เล่าประสบการณ์เมื่อปี 2549 ขณะอายุ 20 ปี อ้างว่าถูกนักเคลื่อนไหวชื่อดังซึ่งทำงานกับ มูลนิธิแห่งหนึ่ง หลอกให้ช่วยงานโดยไม่รับค่าตอบแทน ก่อนพาเข้าโรงแรม และภายหลังยื่นเงินให้ โดยเธอขนานนามบุคคลดังกล่าวว่า “แมงดาแห่งประชาธิปไตย” พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ สูญเสียความเคารพศรัทธา ที่เคยมีต่อบุคคลดังกล่าว

ขณะที่ “นายสมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ “บก.ลายจุด” ได้ส่งข้อความถึงพรนภาเพื่อชี้แจง โดยระบุว่า ทั้งสอง เคยมีความสัมพันธ์ กันเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนจริง แต่โต้แย้งรายละเอียดสำคัญ โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่ เขาพาเธอเข้าโรงแรม แล้วปลุกปล้ำ แต่เป็นการพูดคุยกัน เรื่องความสัมพันธ์ ก่อนที่เขาจะไปรับเธอที่บ้าน พร้อมระบุว่าหากข้อเท็จจริงส่วนใดที่เขาจำผิด อีกฝ่าย สามารถโต้แย้ง ได้ ส่วนประเด็นเรื่องเงิน “นายสมบัติ” ระบุว่าไม่มั่นใจว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์เคยให้เงินจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาดูแคลนหรือมองเป็นการแลกเปลี่ยน พร้อมขอโทษ หากทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเช่นนั้น ขณะที่การยุติความสัมพันธ์ เขาระบุว่าเป็นความผิดของตนเองที่ ทำให้พรนภาผิดหวัง

แม้เรื่องดังกล่าวจะผ่านพ้นมานานพอสมควร แต่เมื่อผู้เกี่ยวข้องเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ เคยตรวจสอบผู้บริหารและกลไกภาครัฐ ย่อมถูกตั้งคำถามในขณะที่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายต่างๆ แต่พฤติกรรมของตนเองกลับทำในสิ่งที่สวนทางกับคำว่า “มีจริยธรรม” และหากผู้เสียหายไม่ออกมาให้ข้อมูล เรื่องนี้จะถูกปิดลับต่อไปใช่หรือไม่ และยังมีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนไหนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมรอถูกเปิดเผยอีก

ส่วนประเด็น “เรื่องฮั้ว สว.” ที่ถูกจับตามองจากหลายฝ่าย “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านและภาคประชาชนเรียกร้องให้ กกต. ยื่นศาลฎีกาเอาผิดผู้ที่กระทำผิดในคดี สว. ทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 226 ว่า เรื่องให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้นที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริตหรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้

2.การกระทำที่ทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น

3.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ถ้าครบองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 ประการดังกล่าว กกต. ต้องส่งให้ศาลฎีกาตามมาตรา 226 ของ รธน.

ขณะที่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมทำงานหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในวันอังคารที่ 25 ส.ค. นี้ จะมีการยื่นกฎหมายสำคัญ เข้าสู่ที่ประชุมสภา ส่วนวันศุกร์และวันเสาร์จะประชุม 3 เรื่องใหญ่ คือการฮั้ว สว. ซึ่งจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า กกต. ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาก่อนที่ กกต. จะมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ในช่วงปลายเดือน

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะมีการหารือร่วมกันของแกนนำพรรคฝ่ายค้านช่วงสิ้นเดือน ส.ค. นี้ ว่าจะวางแนวทางและตารางเวลาอย่างไร เพราะหลังสภาเปิด จะมีการอภิปรายทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน และ พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 วาระ 2 และวาระ 3 เมื่อถามว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการวางเรื่องไหนไว้เป็นพิเศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สส. หลายคนกำลังทำข้อมูลอยู่ ยืนยันว่าพรรค ปชป. ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน

ต้องเรียกว่า เข้าสู่โค้งสุดท้าย ทางพรรคฝ่ายค้านคงกดดันเต็มที่ เพื่อให้ กกต. ส่งสำนวน “ฮั้ว สว.” ไปให้ศาลฎีกา คงต้องรอว่า กกต. จะนัดลงมติเพื่อชี้ขาดสำนวนเมื่อใด

ทีมข่าวการเมือง