สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่านายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับยุโรป ว่ายุโรปยังคงมองรัสเซียในฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม หรือแม้กระทั่งศัตรู” และท่าทีของการเผชิญหน้า “ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการกระทำด้วย” พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมอสโกยังไม่เห็นแนวโน้ม ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอีกฝ่ายจะดีขึ้น


ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่าแม้สหภาพยุโรป ( อียู ) จะเห็นชอบเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ในการจัดสรรเงินกู้มูลค่า 90,000 ล้านยูโร ( ราว 3.45 ล้านล้านบาท ) ให้ยูเครนในปี 2569 และ 2573 แต่เงินจำนวนดังกล่าวจะยังไม่เพียงพอ


ทั้งสี่ประเทศมองว่า ยูเครนต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสม ในการกลับมาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำทรัพย์สินของรัสเซียซึ่งถูกอายัด มาใช้เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของยูเครน พร้อมทั้งเสนอให้มีการหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอียูครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 ก.ย. นี้ ที่ไอร์แลนด์


ทั้งนี้ สมาชิกอียูร่วมกันอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียราว 210,000 ล้านยูโร ( ราว 8.05 ล้านล้สนบาท ) นับตั้งแต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเปิดฉากเมื่อปี 2565 โดยประมาณ 185,000 ล้านยูโร ( ราว 7.09 ล้านล้านบาท ) อยู่ภายใต้การดูแลของยูโรเคลียร์ ซึ่งเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในกรุงบรัสเซลส์


คณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) เสนอเมื่อปีที่แล้ว ให้นำเงินสดจากทรัพย์สินดังกล่าวมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้วงเงินสูงสุด 165,000 ล้านยูโรแก่ยูเครน ( ราว 6.33 ล้านล้านบาท ) โดยกำหนดให้ยูเครนชำระคืน ต่อเมื่อรัสเซียจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ยูเครนแล้ว


อย่างไรก็ตาม เบลเยียมคัดค้านแผนดังกล่าว โดยมองว่า ไม่มีหลักประกันเพียงพอว่า เบลเยียมจะไม่ต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง หากรัสเซียยื่นฟ้องหรือเรียกร้องค่าเสียหาย แผนการนำทรัพย์สินที่ถูกอายัดมาใช้จึงถูกยกเลิก และแทนที่ด้วยการปล่อยเงินกู้มูลค่า 90,000 ล้านยูโร ซึ่งมีงบประมาณของอียูเป็นหลักประกัน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES