เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่บริเวณเต็นท์อำนวยการจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ น.ส.วิยพร วิชิตรัชนีกร อายุ 32 ปี เจ้าของร้านขายของแต่งรถประดับรถ เปิดเผยทั้งน้ำตาถึงความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ว่า ร้านของตนตั้งอยู่บริเวณโซนด้านหน้า จำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ แต่ขณะนี้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดจนแทบไม่เหลือทรัพย์สินใด ๆ
น.ส.วิยพร กล่าวว่า ภายในร้านมีสต๊อกสินค้าเก็บไว้บริเวณชั้นลอยจำนวนมาก เมื่อเกิดเพลิงไหม้และมีวัสดุประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ภายใน ทำให้สินค้ารวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดถูกเผาทำลายจนหมด ก่อนหน้านี้ร้านของตนมีพื้นที่ 2 ล็อก แต่เพิ่งทุบรวมเหลือเป็นร้านเดียว หลังต่อสัญญาเช่าเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสัญญายังเหลืออีกประมาณ 4 ปี ขณะที่ทางตลาดมีการปรับขึ้นค่าเช่า ทำให้ต้องลดพื้นที่ค้าขายเหลือเพียง 1 ล็อก
เมื่อถามถึงระบบความปลอดภัยภายในอาคาร น.ส.วิยพร กล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่าภายในมีอุปกรณ์เซฟตี้หรือระบบป้องกันอัคคีภัยที่เพียงพอ โดยครอบครัวของตนอาศัยและค้าขายอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตนเรียนชั้น ป.4 จนถึงปัจจุบัน ผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้มาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด และเป็นครั้งแรกที่เพลิงลุกลามเป็นวงกว้างจนมาถึงโซนด้านหน้า
น.ส.วิยพร เล่าย้อนว่า เหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในอดีตเกิดขึ้นเมื่อปี 2017 โดยต้นเพลิงอยู่บริเวณล็อกด้านหลังและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่เคยลุกลามมาถึงด้านหน้าเหมือนครั้งนี้ โดยครั้งนั้นเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรภายในร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนความเสียหายที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการที่รถดับเพลิงต้องฉีดน้ำเข้าไปในซอยแคบ ทำให้สินค้าบางส่วนได้รับความเสียหายจากน้ำและควัน แต่ไม่เคยมีเปลวไฟลุกลามออกมาถึงด้านหน้า
“ภายในอาคารไม่เคยมีสปริงเกลอร์หรือระบบป้องกันอัคคีภัย ส่วนถังดับเพลิงก็ไม่เคยเห็น เว้นแต่ร้านค้าที่ขายถังดับเพลิงโดยเฉพาะ” น.ส.วิยพร กล่าว
เจ้าของร้านรายนี้กล่าวต่อว่า แม้จะทราบว่าผู้ค้าบางรายมีการทำประกันอัคคีภัยไว้เอง แต่ระบบป้องกันส่วนกลางภายในอาคารกลับไม่มี เนื่องจากที่ผ่านมาเหตุการณ์ไฟไหม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ผู้ค้าส่วนใหญ่จึงไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงในลักษณะนี้
สำหรับเหตุการณ์ครั้งล่าสุด น.ส.วิยพร กล่าวว่า บ้านของตนอยู่ในละแวกดังกล่าว เมื่อเห็นเหตุการณ์ในช่วงแรกคิดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้เหมือนกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะมีการแจ้งว่าจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณปีกฝั่งซ้าย ขณะที่ร้านของตนอยู่โซนด้านหน้าและตรงกลาง ซึ่งคิดว่าน่าจะเข้าถึงเพื่อดับเพลิงได้ง่าย จึงตัดสินใจนั่งรออยู่บริเวณหน้าร้าน
แต่สถานการณ์กลับรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อกลุ่มควันเริ่มพวยพุ่งหนาแน่น เจ้าหน้าที่ได้กันผู้คนไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ แม้ตนจะเฝ้ารอเพื่อเข้าไปเก็บทรัพย์สินบางส่วน แต่สุดท้ายเพลิงได้ลุกลามขึ้นไปยังส่วนหลังคาอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเข้าไปนำทรัพย์สินออกมาได้
น.ส.วิยพร ยังกล่าวว่า เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงกลางวัน แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ทำให้การควบคุมสถานการณ์และการเข้าถึงพื้นที่มีความยากลำบากมากขึ้น
ส่วนบรรยากาศของผู้ประกอบการภายในพื้นที่ น.ส.วิยพร กล่าวว่า ผู้ค้าในคลองถมเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เป็นคนเฒ่าคนแก่รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของตน ซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว ขณะที่ลูกหลานของผู้ค้าหลายคนหันไปทำธุรกิจออนไลน์ ไม่มีเวลาเข้ามาดูแลหน้าร้านอย่างเต็มที่
พื้นที่หน้าร้านของผู้ค้าจำนวนมากจึงถูกใช้เป็นจุดแพ็กสินค้าเพื่อจัดส่งให้ลูกค้าในต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าทั่วไปไม่ค่อยเดินเลือกซื้อสินค้าหน้าร้านเหมือนในอดีต ทำให้ผู้สูงอายุที่อยู่ดูแลร้านอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยมากนัก
สำหรับอนาคต น.ส.วิยพร ยอมรับว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาค้าขายต่อ เพราะทั้งสินค้า เงินทุน และเงินสดที่เก็บไว้ภายในร้านถูกไฟไหม้ทำลายจนหมดสิ้น
“สิ่งที่กังวลที่สุดตอนนี้คือสภาพจิตใจของคนในครอบครัว เพราะเราเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาครึ่งชีวิต พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนหนังสือก็จากรายได้ที่นี่ พอสถานที่แห่งนี้พังลงมา มันเหมือนชีวิตเราขาดอะไรบางอย่างไป และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกลับมาอย่างไร” น.ส.วิยพร กล่าวทั้งน้ำตา
น.ส.วิยพร กล่าวอีกว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็นทั้งประวัติศาสตร์และพื้นที่แห่งความทรงจำของหลายครอบครัว สิ่งที่สูญเสียจึงไม่ใช่เพียงข้าวของหรือเงินทอง แม้หลายคนจะบอกว่าสามารถหาใหม่ได้ แต่ “ความทรงจำ” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้
โดยเฉพาะพ่อของตนที่เพิ่งล้มป่วย และเป็นคนที่ลงมือวางเลย์เอาต์ สร้างตู้เหล็ก และวางระบบต่าง ๆ ภายในร้านด้วยตัวเองทั้งหมด แต่วันนี้ทุกอย่างถูกไฟไหม้จนไม่เหลือ และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พ่อกลับมาลุกขึ้นเริ่มต้นสร้างทุกอย่างใหม่อีกครั้ง
ช่วงท้าย น.ส.วิยพร กล่าวถึงมาตรการเยียวยาว่า คาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมมากกว่าเงินจำนวน 20,000 บาท ตามข้อมูลที่มีการรวบรวมไว้ แม้สำหรับตนแล้ว จำนวนเงินเยียวยาอาจไม่ได้สำคัญเท่ากับสภาพจิตใจของครอบครัวที่ได้รับความสูญเสียและพังทลายลงไปพร้อมกับเหตุการณ์ครั้งนี้.



