สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า รายงานที่อ้างอิงข้อมูลมากกว่า 40 ปีจากแหล่งแนวปะการังเกือบ 37,000 แห่งใน 120 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เครือข่ายเฝ้าระวังแนวปะการังโลก (Global Coral Reef Monitoring Network) ระบุว่า ระยะห่างระหว่างเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเคยยาวนานหลายทศวรรษ แต่ปัจจุบันเฉลี่ยเพียง 5 หรือ 6 ปีเท่านั้น

การฟอกขาวเกิดขึ้นเมื่อปะการังขับสาหร่ายสีสันสดใสที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกไป โดยเมื่อไม่มีสาหร่ายคอยส่งสารอาหารให้ปะการัง พวกมันก็จะซีดจางและอ่อนแอต่อการขาดอาหารและโรคต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม แม้ปะการังที่ฟอกขาวจะไม่ตาย แต่มหาสมุทรต้องมีอุณหภูมิลดลง เพื่อให้ปะการังมีโอกาสฟื้นตัว

ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่ปะการังแข็งลดลง 9.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตในช่วงปี 2563-2567 และนับตั้งแต่ปี 2553 พื้นที่ปะการังทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

นักวิทยาศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ครั้งแรกของโลกในปี 2541 และอีก 3 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2553 ในขณะนั้น แนวปะการังสามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วเมื่ออุณหภูมิลดลง โดยในช่วงปี 2560-2562 มีปะการังเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งเกือบจะชดเชยการสูญเสีย 6.6% จากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวในปี 2559 ได้

เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งล่าสุดในปี 2566 เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่แนวปะการัง 77% ของโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “บันไดแห่งความเสื่อมถอย”

มากไปกว่านั้น รูปแบบสภาพอากาศเอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21.1 องศาเซลเซียส ในวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา การฟอกขาวอาจเกิดขึ้นอีกครั้งกับแนวปะการังทั่วโลกในปีนี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS