วันที่ 31 ส.ค. เวลา 12.30  น. ที่ห้องประชุมวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบหนักทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน และหากไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยดูแล ราคาดีเซลหลังหน้าโรงกลั่นอาจสูงเกิน 60-70 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เลือกใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว เพราะการใช้กองทุนน้ำมันคือการดึงเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยปัจจุบัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้รัฐ สุดท้ายล้วนหนีไม่พ้นภาระกู้เงิน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้เลือดไหลต่อไป

“เงินกู้ก้อนนี้จะนำมาลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ผ่านโซลาร์หลังคาประชาชนหรือพื้นที่ของประชาชน รัฐลงทุนติดตั้ง รับซื้อไฟช่วงแรกเพื่อนำรายได้มาผ่อนคืน ส่วนไฟส่วนเกินช่วยลดค่าไฟ เมื่อคืนทุนแล้วแผงโซลาร์จะตกเป็นของประชาชน สร้างรายได้ระยะยาวและกระจายโอกาสจากทุนพลังงานเดิมสู่ประชาชนอย่างแท้จริง” นายเอกนัฏ กล่าว

ในเวลา 12.52 น. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ระบุว่า กระบวนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน จะไม่ใช่การตีเช็คเปล่า อย่างที่หลายฝ่ายกังวล 

โดยความกังวลส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภาในการอภิปรายวันนี้อยู่ที่เงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ ข่าวหรือกระแสในสังคมที่ระบุว่าจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ จึงยังไม่ใช่ข้อเสนอที่เข้าสู่การพิจารณา

อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ก.ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว  เชื่อว่าจะมีโครงการที่ดีเสนอเข้ามา แต่ทุกโครงการต้องมีรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ งบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่เสนอเพียงชื่อโครงการแล้วได้รับอนุมัติทันที

“ไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะผ่านการพิจารณา เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองมีหลักเกณฑ์ละเอียดกว่าที่เขียนไว้ในตัว พ.ร.ก. ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทและไม่สามารถใส่รายละเอียดเชิงปฏิบัติทั้งหมดลงไปได้” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์สำคัญ โครงการต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ต้องพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 พร้อมเบิกจ่ายงวดสุดท้ายไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวขอบคุณที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 

ประเด็นสำคัญที่ต้องยืนยันคือ พ.ร.ก.ฉบับนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วิกฤติครั้งนี้ต่างจากอดีตที่อาจเริ่มจากเศรษฐกิจติดลบหรือธนาคารล้ม แต่ครั้งนี้เริ่มจากพลังงานแพง ลามเป็นของแพง และกระทบกำลังซื้อประชาชนโดยตรง

ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 2 พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลตัดสินใจทันเวลา ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 60-70% แต่จากมาตรการของกระทรวงพลังงาน ทำให้ราคาภายในประเทศเพิ่มราว 30% เพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชนให้มากที่สุด

นอกจากนี้การช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลเดินหน้าไทยช่วยไทยพลัสและเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยเงินที่ลงไปแล้วกว่า 130,000 ล้านบาท กระจายในกรุงเทพฯ เพียง 17% ที่เหลือกระจายไปต่างจังหวัด พร้อมต่อยอดด้วย AI นกกระซิบ ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยดูยอดขาย ต้นทุน และวิเคราะห์การขาย เพื่อเพิ่มทักษะระยะยาว

“ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังคารั่ว เมื่อฝนตกก็ต้องหาถังมารองน้ำ เพื่อดูแลคนในบ้านไม่ให้เปียก แต่นั่นเป็นเพียงการเยียวยา หากไม่ซ่อมหลังคาให้แข็งแรง ประเทศก็ต้องกู้มาอุดหนุนซ้ำทุกครั้งที่เกิดมรสุมพลังงาน”

นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนหลังคาของประเทศคือการลดพึ่งพาพลังงานนำเข้า ใช้น้ำมันบนดินจากอ้อย ปาล์ม มันสำปะหลัง ใช้แสงแดดบนหลังคาบ้านประชาชน ทำให้โซลาร์กลายเป็นรายได้ ลดค่าไฟ และเปิดทางให้ประชาชนขายไฟคืนระบบได้

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่าความโปร่งใสและความคุ้มค่าเป็นหัวใจของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ทุกโครงการต้องเปิดเผยบนเว็บไซต์ ตรวจสอบ วิจารณ์ และทักท้วงได้ หากพบส่วนใดไม่โปร่งใสหรือส่อทุจริต ขอให้แจ้งมา รัฐบาลและกระทรวงการคลังพร้อมเข้าไปร่วมตรวจสอบทันที

ทั้งนี้  โครงการจะไม่ใช่การนำของเก่ามาแปะเพื่อเบิกจ่าย แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้ประโยชน์เท่าไร ลดนำเข้าพลังงานเท่าไร ลดก๊าซเรือนกระจกเท่าไร สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างงาน และเพิ่มทักษะคนไทยได้อย่างไร

“ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมเศรษฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อใด สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือดูแลประชาชนไม่ให้เปียกฝน และเปลี่ยนหลังคาประเทศไทยให้แข็งแรง ลดความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพื่อให้ประเทศรับมือวิกฤติครั้งหน้าได้ดีกว่าเดิม” นายเอกนิติ กล่าว