ถูกจับตามองในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลา จะมีวารสำคัญอะไรบ้าง โดยก่อนหน้านั้นมีข่าวบรรดาส่วนราชการท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 13,089 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรวบรวมปัญหาและความต้องการจากทุกมิติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 41 โครงการ วงเงินรวม 1,598 ล้านบาท ส่วนข้อที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 55 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ซึ่งมีวงเงินนำเสนอรวมสูงถึง 11,491 ล้านบาท ได้แก่ จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนประตูสู่จังหวัดชายแดนใต้ วงเงิน 5,290 ล้านบาท
นอกจากนี้จากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ล้มเหลวกับการรับมือกับภัยธรรมชาติ ขณะที่เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายอนุทิน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการในพื้นที่ จ.สงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) (บริเวณด้านหลังโรงแรมอัลฟาฮัจย์) ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) สงขลา และคณะ มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และสส.ในพื้นที่มารอต้อนรับ

นายกฯ ได้รับฟังบรรยายสรุป การเตรียมความพร้อมรับมือ และป้องกันน้ำท่วมพื้นที่หาดใหญ่ จากนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน โดยนายกฯ ได้สอบถามเรื่องงบประมาณในแผนพัฒนาแหล่งน้ำ และแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งได้รับรายงานว่า อยู่ในร่างงบประมาณฯ 2570 ได้งบไปหมดแล้ว โดยอธิบดีกรมชลประทานยืนยัน มีความพร้อมแล้ว สำหรับโครงสร้างรองรับน้ำหลาก เชื่อว่าจะแล้วเสร็จตามเป้าหมาย จากนั้น นายกฯ ได้ตรวจดูความคืบหน้า การเร่งขุดลอกตะกอนดิน บริเวณหน้าประตูระบายน้ำคลองภูมินาถดำริ พร้อมจัดเก็บวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเตรียมความพร้อมของระบบบริหารจัดการน้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกัน และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องแรกที่อยากมาดูด้วยตัวเองคือเรื่องน้ำ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า เรามีระบบบริหารจัดการที่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ รัฐมนตรีทุกท่านจะได้เห็นสภาพความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณอย่างเต็มที่ ให้เพียงพอแก่การสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน ฟื้นฟูระบบชลประทาน ระบบบริหารจัดการน้ำใน 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว เราต้องเตรียมการล่วงหน้าให้พร้อมที่สุด ถอดทุกบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา จุดไหนที่เป็นคอขวด จุดไหนเป็นที่ระบายน้ำได้ช้า จุดไหนต้องเพิ่มประสิทธิภาพก็ต้องเพิ่ม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลโดยตรงต่อการระบายน้ำ
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 1 ก.ย. เราประชุม ครม.สัญจรที่มีเรื่องที่จะอนุมัติคือ จะนำเสนอในเรื่องของการทำประกันอุทกภัยให้กับพี่น้องในทุกหลังคาเรือน เป็นผู้เช่าหรือเป็นเจ้าของบ้าน ถ้าพี่น้องอยู่ที่นี่ ลงทะเบียนที่นี่ไม่ว่าจะมาจากไหน รัฐบาลจะให้การดูแล คุ้มครองคุณภาพชีวิต การกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ของผู้ที่จะได้รับเบี้ยประกันในส่วนนี้ เพื่อให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง และไม่ได้เพิกเฉย รัฐบาลทำทุกนาทีในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้กับพี่น้องชาวสงขลาและอีก 4 จังหวัดในภาคใต้ และเราก็จะทำเช่นนี้ให้กับทุกจังหวัด ทุกเขตเพื่อให้มั่นใจว่าในที่สุดแล้ว เราจะบริหารสถานการณ์และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบรัฐบาล
ถือเป็นแนวทางช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลจะผลักดันทำประกันอุทกภัยให้กับประชาชน โดยจะทำให้กับทุกจังหวัด ทุกเขตเพื่อให้มั่นใจว่าในที่สุดแล้ว เราจะบริหารสถานการณ์และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบรัฐบาล
ส่วนการประชุมวุฒิสภา ที่มีการพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท) โดยหลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนทุกคนแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยคะแนน 135 ต่อ 11 งดออกเสียง 28 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ก่อนหน้านั้นมีความเห็นที่น่าสนใจ กลุ่ม สว. ประชาชน
“น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ” สว. อภิปรายว่า งบ 2 แสนล้านบาท ที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน มีความน่าเป็นห่วง ย้อนแย้งในวัตถุประสงค์ว่า แก้ปัญหาถูกที่ถูกทางหรือไม่ ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้แตะ ร้อยละ 70 ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 200,000 กว่าล้านบาท เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง หากกู้ในประเทศ อาจส่งผลต่อการกู้เงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อีกทั้งรายละเอียดเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีรายละเอียดดำเนินการเพียง 1 หน้ากระดาษเท่านั้น

ส่วน “น.ส.นันทนา นันทวโรภาส” สว. อภิปรายว่า การใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศโคม่า เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ การเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ไปส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้าน เป็นความคิดฉาบฉวย มีวาระซ่อนเร้น ต้องจับตาให้ดี เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นใส่กระเป๋าใคร
ขณะที่ “นายลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงว่า สิ่งที่หลายคนกังวลว่า โครงการไม่มีรายละเอียดเหมือนตีเช็คเปล่านั้น ยอมรับว่า หลายโครงการยังไม่มีการเสนอรายละเอียดมาอย่างเป็นทางการ แต่หากพ.ร.ก.ฉบับนี้ ผ่านวุฒิสภา จะมีโครงการดีๆ เสนอเข้ามา ขอให้มั่นใจการใช้เงินกู้มีความโปร่งใส เป็นมืออาชีพ ตอบโจทย์ข้อสงสัยสังคมได้ชัดเจน
ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นลง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงโดยยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะวิกฤติจะหนัก
จากนี้ต้องตรวจสอบโครงการที่มีการผลักดัน มีประโยชน์และคุ้มค่าหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะเน้นในรูปแบบไหน ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และเป็นผลดีกับประเทศหรือไม่
ส่วนการทำงานของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังมีประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดย “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกกต.โพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 ผ่านเพจเฟซบุ๊กพร้อมเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 เวลา 15.58 น. มีหลักฐานภาพคลิปจากกล้องวงจรปิดของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปรากฏภาพของ “นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” กกต. ซึ่งใส่สูทสีเทา เชิ้ตขาว ไม่ผูกไท เดินถือซองสีน้ำตาลอ่อน แบบแน่นกระชับตัว ผ่านจุดตรวจของสำนักงานฯ เพื่อเข้าพบผู้ว่าสตง. ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2567 ผู้ว่าสตง. ไปแจ้งความที่ สน.บางซื่อ โดยกล่าวหาบุคคล 2 คน คนแรกเป็นข้าราชการซี 8 ของ สตง. และคนที่ 2 คือนายฐิติเชฏฐ์ ซึ่งไม่มีการระบุตำแหน่งว่าเป็นกกต. ว่าร่วมกันติดสินบน โดยนำเงิน 300,000 บาท มาให้ในวันที่ 31 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 16.00 น. เพื่อวิ่งเต้นให้ข้าราชการซี 8 ในสตง.ได้ตำแหน่งระดับสูงขึ้น
“คำถามคือทำไมต้องรอถึง 6 เดือน 21 วัน จึงมาแจ้งความดำเนินคดีอาญา ไม่ดำเนินการทันทีที่มีการติดสินบน ช่วง 6 เดือน ในสำนักงาน สตง. มีกระบวนการสอบสวนภายใน และสรุปว่ามีการนำเงินใส่ซองมาให้ผู้ว่าสตง. จริง และตั้งคณะกรรมการสอบการทำผิดวินัยร้ายแรง แก่ข้าราชการภายใน สตง. แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ กกต.ฐิติเชฏฐ์” นายสมชัย ระบุและว่า จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2566 ข้าราชการที่ถูกสอบวินัยร้ายแรง ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องการติดสินบน ระหว่างนายฐิติเชฏฐ์ กับผู้ว่าสตง. การแจ้งความว่าบุคคลทั้งสอง ร่วมกันนำเงินมาให้ที่ สน.บางซื่อ ในวันที่ 21 มี.ค. 2567 ยังขาดพยานหลักฐานสำคัญ คือเงิน 300,000 บาทว่าอยู่ที่ไหน
โดยผู้ว่าสตง. แจ้งว่าคืนนายฐิติเชฏฐ์ ไปแล้ว แต่คนที่ถูกอ้างมารับ กลับบอกว่าไม่ได้รับไป คำถามวันนี้จึงยังไม่มีคำตอบว่าเงิน 300,000 บาท เป็นเงินของใคร และเงินของกลางอยู่ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ มีคนถูกปลดออกจากราชการไปแล้ว 1 คน และคดีใน ป.ป.ช. กำลังแกล้งถูกลืม และพยายามตัดนายฐิติเชฏฐ์ ออกจากคดี ทั้งที่มีหลักฐานชัดว่าเป็นคนถือซองเข้าไปให้ เหตุการณ์เกิดขึ้น 31 ส.ค. 2566 จนถึงวันนี้ 31 ส.ค. 2569 ครบ 3 ปี ป.ป.ช.มีคำตอบอะไรให้สังคม
ต้องรอว่าจะมีคำชี้แจงจาก “นายฐิติเชฏฐ์” และ “ป.ป.ช.” หรือไม่ เพราะถ้าไม่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจข้อเท็จจริง อาจส่งผลกระทบกับความน่าเชื่อถือจากองค์กรอิสระ.
“ทีมข่าวการเมือง”



