เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่กรมควบคุมโรค พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ส.ค. 2569 มีผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย 0.2 เปอร์เซ็นต์ เทียบจำนวนเคสน้อยกว่าช่วง 2-3 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยเพิ่มและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ ชลบุรี ภูเก็ต ลำพูน และนนทบุรี ตามลำดับ โดยพบผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แต่สูงมากในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจเป็นลักษณะพ่อแม่ผู้ปกครองหรือพี่นำเชื้อมาสู่เด็กเล็กที่บ้าน แต่กลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด คือกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีและมีโรคประจำตัว ส่วนกลุ่มเด็กเล็กที่เป็นมาก แต่ยังไม่มีรายงานเสียชีวิต เนื่องจาก 6 เดือนแรก เด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันจากแม่ที่เคยเป็นหรือได้รับวัคซีนโควิดมาก่อนแล้ว ซึ่งเคสเด็กเล็กที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล มียาฟาวิพิราเวียร์ อาการจึงไม่รุนแรง และไม่พบการเสียชีวิต 

พญ.จุไร กล่าวอีกว่า สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่นั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 ส.ค. 2569 มีผู้ป่วยสะสม 333,032 ราย เสียชีวิต 48 ราย มากกว่าโรคโควิด-19 แนวโน้มผู้ป่วยกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งพบมากในเด็กวัยเรียน อายุ 5-9 ปี สายพันธุ์ที่พบมากเป็น A/H1N1 กลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และ 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่รับวัคซีน รวมถึงมีเด็ก 5 รายเสียชีวิต ทุกคนจึงไม่ควรประมาท ส่วนโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 7,020 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ขณะที่แนวโน้มในช่วงฤดูฝนจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งพบมากในเด็กเล็ก อายุ 0-4 ปี แต่ยังต่ำกว่าปี 2568

ทั้งนี้ โดยหลักการโรคระบบทางเดินหายใจ เชื้อจะอยู่ในระบบทางเดินหายใจ 5 วันแรก ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ว่าโรคใด ควรหยุดพักอยู่บ้าน 5 วัน แต่ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนในบ้าน แต่หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ให้สวมหน้ากากอนามัย และหลังจากผ่านไป 7 วันแล้ว เชื้อจะน้อยลง และปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เชื้อไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป การปิดโรงเรียนจึงไม่ใช่มาตรการที่ต้องใช้เสมอไป แต่ขอให้ผู้ป่วยหยุดอยู่บ้าน และรักษาตามอาการ รวมถึงรับประทานยาต้านไวรัสตามที่แพทย์แนะนำในกลุ่มเสี่ยง

ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สายพันธุ์โควิดที่ระบาดในขณะนี้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นลูกหลานโอไมครอน ตำแหน่งกลายพันธุ์ ทำให้แพร่เชื้อได้ง่าย แต่ไม่เพิ่มความรุนแรง ขณะที่อาการยังคล้ายกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่ผ่านมา แต่จะไม่ค่อยพบอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ค่อยรับรส โดยยังเป็นอาการทางเดินหายใจส่วนบน ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และบางคนอาจมีไข้ต่ำๆ คล้ายโรคไข้หวัดทั่วไป สำหรับการป้องกันทั้ง 3 โรคดังกล่าว ขอเน้นย้ำการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หากจะไอหรือจาม ให้ปิดปากและจมูก ส่วนกรณีกลุ่มเสี่ยงควรหลีกเดินทางไปในพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด หรือพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนวัคซีนโควิด-19 เทียบเคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากความรุนแรงเชื้อน้อยลง จึงเป็นวัคซีนทางเลือก และพิจารณาเฉพาะกลุ่มเสี่ยงตามคำวินิจฉัยแพทย์ กรณีของโรคไข้หวัดใหญ่นั้น ใน 7 กลุ่มเสี่ยง ขอให้มารับวัคซีนตามสถานบริการใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับโรค RSV เป็นวัคซีนทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์.