สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า นางคานนี วิกนราชา ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวกับรอยเตอร์สว่า เทคโนโลยีไม่สามารถพัฒนาได้เร็วมากเพียงพอ ที่จะช่วยป้องกันความเสียหายตลอดสายน้ำ ซึ่งรองรับมวลน้ำและดินโคลนมหาศาลจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง
มากไปกว่านั้น ประชากรที่เสี่ยงภัย “มีจำนวนนับล้าน” โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) และองค์กรพันธมิตรในเดือน มิ.ย.
Himalayas face severe glacial flood risks in years ahead, UN official warns https://t.co/brvra69Kp3
— Reuters Asia (@ReutersAsia) September 1, 2026
เธอเสริมว่า ภูเขาในภูมิภาคนี้ค่อนข้างใหม่ จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจทำให้ธารน้ำแข็งหรือเขื่อนกั้นทะเลสาบ พังทลายลงอย่างฉับพลัน
อย่างไรก็ดี ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ที่พึ่งพาธารน้ำแข็ง ทั้งในด้านการจัดหาน้ำและรายได้ มากไปกว่าเนปาล ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และสำหรับหลายคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ การย้ายไปยังพื้นที่สูงกว่าอาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น ยูเอ็นดีพีระบุว่า น้ำท่วมได้ทำลายโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 15 แห่ง นอกเหนือจากที่กำลังดำเนินการอยู่ และแม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้เครือข่ายไฟฟ้า หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สามารถทำให้ทนทานต่ออุทกภัยได้ แต่ไม่อาจต้านทาน “คลื่นโคลนและน้ำแข็ง” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



