รศ.ดร. ภาสกร ปนานนท์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนบทความเรื่อง “อย่ากลัวที่จะเรียน “วิทยาศาสตร์” เพราะอนาคตข้างหน้า โลกต้องการเรามากกว่าที่คิด” เนื้อหาระบุว่า
ช่วงที่ผ่านมา บนโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเรื่องการมีงานทำของบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนเกิดการตีความคลาดเคลื่อนไปไกลทำนองว่า “เด็กคณะวิทยาศาสตร์ ตกงานมากกว่า 60%” ฟังดูน่าตกใจครับ โดยเฉพาะถ้าคนที่เปิดไปเจอนั้นคือเด็กมัธยมที่กำลังเลือกคณะที่จะเรียน หรือพ่อแม่ที่กำลังช่วยลูกวางแผนการเรียนต่อในอนาคต
แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดู “ข้อมูลจริง” ภาพกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะตัวเลขที่เอามาพูดกันผิดๆนั้น ที่จริงเป็นสถิติการเริ่มมีงานทำ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่อัตราการตกงานอย่างที่นำเสนอ และความจริงก็คือ บัณฑิตของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีอัตราการได้งานมากกว่า 60% และกลุ่มที่ถูกจัดว่า “ยังไม่ได้ทำงาน” ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา “หางานไม่ได้” ยกตัวอย่าง ในบรรดาบัณฑิตที่ยังไม่ได้ทำงาน มีเพียง 14% เท่านั้นที่ระบุว่า “หางานทำไม่ได้” ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% ของบัณฑิตกลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่กำลังศึกษาต่อ รอผลสมัครงาน หรือยังไม่ประสงค์จะเริ่มทำงานในช่วงเวลาที่สำรวจ เรื่องนี้ถ้ากลับไปอ่านข้อมูลต้นฉบับ ดูว่าตัวเลขแต่ละช่องหมายถึงอะไร ความเข้าใจผิดก็จบได้ไม่ยาก

ที่สำคัญ มีประเด็นที่น่าคิดไกลกว่านั้น เราไม่ควรปล่อยให้ตัวเลขที่ถูกตีความอย่างผิดๆ มาสร้าง “ความหวาดกลัว” จนตัดโอกาสเด็กคนหนึ่งที่รักและมีศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เพราะหากมองไปข้างหน้าจริงๆ โลกยุคใหม่กำลังต้องการคนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์มากกว่ายุคไหนๆ ที่ผ่านมา
ลองดูปัญหาที่มนุษย์ต้องเจอในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำท่วม ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด เทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุใหม่ Semiconductor โรคอุบัติใหม่ Biotechnology ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน
คำถามคือ ใครจะช่วยเราแก้ปัญหาเหล่านี้? ….แน่นอนว่า วิศวกร แพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้กำหนดนโยบาย ต่างมีบทบาทสำคัญ แต่รากฐานของทุกปัญหา ต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่า “ธรรมชาติทำงานอย่างไร” และนั่นคือหน้าที่โดยตรงของวิทยาศาสตร์
ถ้าไม่เข้าใจฟิสิกส์ เราพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจเคมี เราสร้างวัสดุ ยา หรือแบตเตอรี่รุ่นใหม่ไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจชีววิทยา เราไปต่อเรื่องการแพทย์ โภชนาการ หรือระบบนิเวศไม่ได้ ถ้าไม่มีคณิตศาสตร์และสถิติ โลกของ Data Science และ AI ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เรียนวิทยาศาสตร์แล้วจะทำงานอะไร?” แต่คือ “โลกจะอยู่รอดได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนเรียนวิทยาศาสตร์?”
หลายคนติดภาพจำว่า “นักวิทยาศาสตร์” ต้องใส่เสื้อกาวน์ ถือหลอดทดลอง อยู่แต่ในห้องแล็บ นั่นเป็นเพียงภาพส่วนเดียว ในโลกความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ทำงานหลากหลายกว่านั้นมาก
ในสาขา Earth Sciences (วิทยาศาสตร์พื้นพิภพ) ที่ผมคุ้นเคย บางคนใช้เวลาหลายวันบนภูเขาเพื่อติดเครื่องวัดแผ่นดินไหวและดินถล่ม บางคนบินโดรนเพื่อทำแผนที่รอยเลื่อนมีพลัง บางคนใช้ดาวเทียมตรวจการเคลื่อนตัวของแผ่นดินระดับมิลลิเมตร หรือใช้คลื่นไหวสะเทือนและสภาพต้านทานไฟฟ้า “มอง” ลงไปใต้ดินเพื่อค้นหาน้ำบาดาล และประเมินความแข็งแรงของพื้นที่สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ
บางคนทำงานร่วมกับวิศวกรสร้างอุโมงค์ เขื่อน อาคารสูง บางคนนั่งเขียนโปรแกรมสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ใช้ Remote Sensing, Machine Learning และ AI เพื่อวิเคราะห์ภัยพิบัติ และตอบคำถามง่ายๆ แต่ช่วยรักษาชีวิตคนว่า “ถ้าเกิดแผ่นดินไหวตรงนี้ ใครจะได้รับผลกระทบ และทำอย่างไรให้ทุกคนปลอดภัย?” ทั้งหมดนี้คือวิทยาศาสตร์… ที่ไม่ต้องใส่เสื้อกาวน์แม้แต่ตัวเดียว
แล้วเรียนวิทยาศาสตร์ “จน” จริงไหม? …..เราต้องสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับประกันรายได้สูง แต่จริงๆแล้ว เรียนวิศวะ บริหาร หรือสาขาฮิต อื่นๆ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะรวย เช่นกัน ชื่อปริญญาอาจช่วยตอนเริ่มต้น แต่มันไม่ได้กำหนดรายได้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่ตัดสินจริงๆ คือ “เราจะใช้ความรู้แก้ปัญหาที่ยากและมีมูลค่าได้มากแค่ไหน”
ลองเทียบคนจบ Earth Sciences สองคน คนแรกเรียนจบตามหลักสูตรทั่วไป แต่อีกคนเติมทักษะ Geophysics, GIS, Python, Data Analytics, 3D Modeling และใช้ AI เป็น คนสองคนนี้ถือใบปริญญาชื่อเดียวกัน แต่ “มูลค่า” ที่สร้างให้องค์กรและประเทศชาติต่างกันมหาศาล ยิ่งถ้าเติมภาษาอังกฤษ ความเข้าใจธุรกิจ และทักษะการสื่อสารเข้าไป เขาจะไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์ แต่จะกลายเป็น Specialist, Consultant, Data Scientist, ผู้บริหาร หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ Deep Tech
ถ้าเด็กคนไหนมาถามว่า “ชอบวิทย์มาก แต่กลัวจบมาไม่มีงานทำ ควรเรียนไหม?” ….คำตอบคือ “ถ้ารักจริง เรียนเลย แต่ต้องเรียนอย่างมีแผน”
อย่าเดินเข้ามหาวิทยาลัยด้วยความคิดแบบดั้งเดิมว่า เรียนครบ 4 ปี รับปริญญา แล้วปล่อยให้ตลาดแรงงานรับช่วงต่อจัดการชีวิตของเราเท่านั้น ยุคนี้เราต้องสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ให้แน่น ควบคู่กับการติดอาวุธสำหรับสังคมยุคใหม่ ภาษาอังกฤษต้องได้ Coding ต้องพอรู้เรื่อง อยู่กับ Data ให้เป็น ใช้ AI เป็นเครื่องมือ (ไม่ใช่ให้มันคิดแทนตลอดเวลา แบบนั้นสมองจะกลวงในที่สุด) และสื่อสารเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจ ที่สำคัญ ต้องรีบออกไปเจอปัญหาจริงให้เร็วที่สุด ตั้งคำถามตั้งแต่เรียน ปี 1 ปี 2 เลยว่า “อีก 5 ปีข้างหน้า เราอยากเป็นคนที่แก้ปัญหาอะไรให้โลกใบนี้?” แล้วคอยเติมทักษะที่ขาดทีละอย่าง
ยิ่งในยุคที่ AI เก่งขึ้น เรายิ่งต้องการคนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะ AI ช่วยประมวลผลและสร้างสมมติฐานได้เร็ว แต่สุดท้าย ยังต้องใช้ “มนุษย์” ที่เข้าใจหลักการพื้นฐาน มาคอยตรวจสอบว่า ข้อมูลน่าเชื่อถือไหม ผลลัพธ์สมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ หรือเป็นแค่ความสัมพันธ์หลอกๆ AI จึงไม่ได้มาแทนที่ แต่มาทำให้เครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์ทรงพลังขึ้นต่างหาก
ท้ายที่สุด สิ่งที่มีค่าที่สุดจากการเรียนวิทยาศาสตร์ อาจไม่ใช่สูตรเคมี สมการ หรือชื่อหินที่เราท่องจำ แต่คือ “วิธีคิด”
วิทยาศาสตร์ฝึกให้เราตั้งคำถาม แยกแยะ “ความเชื่อ” ออกจาก “หลักฐาน” และกล้า ยอมรับความจริงเมื่อมีข้อมูลใหม่ที่ดีกว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลตัดต่อ กราฟลวง และข่าวลือ วิทยาศาสตร์คือภูมิคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้เราหยุดคิดและถามคำถามสำคัญกับตัวเองเสมอ
วิทยาศาสตร์อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งมีความสุขกับการตั้งคำถาม สนุกกับการค้นหาว่าโลกทำงานอย่างไร และอยากใช้ความรู้เปลี่ยนชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น เราไม่ควรทำให้เขากลัวเพียงเพราะคำตัดสินที่ไม่ตรงกับความจริงแบบในข่าวที่เกิดขึ้น



