ในยุคที่เทคโนโลยีและระบบการค้าออนไลน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด โลกมืดของธุรกิจผิดกฎหมายก็ได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน การแปรสภาพจากการค้ารายย่อยแบบเดิมมาเป็นการทำธุรกิจที่เลียนแบบโครงสร้าง e-Commerce อย่างครบวงจร ทั้งการสร้างหน้าร้านบนโซเชียลมีเดีย การสร้างความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการส่งสินค้าผ่านบริการไรเดอร์และเก็บเงินปลายทาง (COD)
ไม่เพียงแต่ทำให้ยาเสพติดเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นผ่านกลยุทธ์อำพรางรหัสลับ แต่กำลังกลายเป็น “ภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง” ที่บั่นทอนศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและวัยแรงงานซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ การเรียนรู้ทักษะการบริหารความเสี่ยงและรู้เท่าทันการตลาดมืดออนไลน์ จึงกลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ไม่เพียงปกป้องสังคม แต่ยังช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเยาวชนตกเป็นเหยื่อในระบบการค้าผิดกฎหมาย จึงได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านดิจิทัล ผ่าน 4 มาตรการปฏิบัติ คือ
- รู้ทันสัญญาณความเสี่ยง สังเกตพฤติกรรมการชักชวนที่ผิดปกติ และการพยายามเปลี่ยนช่องทางสื่อสารไปยังพื้นที่ส่วนตัว
- หยุดปฏิสัมพันธ์ งดการโต้ตอบ ไม่สอบถามราคา ไม่ซื้อทดลองเพื่อพิสูจน์ และไม่ดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง
- เก็บหลักฐาน บันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot) หรือลิงก์ที่เกี่ยวข้องเท่าที่ทำได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัย
- ส่งต่อความช่วยเหลือ รายงานช่องทางดังกล่าวผ่านระบบของแพลตฟอร์ม และแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386
อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ dล่าวว่า จากการเฝ้าระวังตลาดการค้าสารเสพติดบนอินเทอร์เน็ต พบว่าผู้ค้าได้เปลี่ยนผ่านจากการขายรายย่อยไปสู่การสร้างโครงสร้างธุรกิจที่เลียนแบบ e-Commerce ครบวงจร ทั้งการสร้างหน้าร้าน การส่งเสริมการขาย การชำระเงิน การจัดส่ง และการรักษาฐานลูกค้า
สถิติช่องทางหน้าร้านออนไลน์ที่พบมากที่สุด ได้แก่:
- X (Twitter): 73.1%
- Line: 12.1%
- Facebook: 8.3%

โดยกระบวนการปิดการขายจะถูกส่งต่อไปยังแอปพลิเคชัน Line และ Telegram มีการใช้กลยุทธ์อำพรางสินค้าด้วยคำสแลง อีโมจิ และตัวอักษรดัดแปลง เพื่อเลี่ยงการตรวจจับของอัลกอริทึม ก่อนจะปิดท้ายด้วยบริการขนส่งผ่านระบบไรเดอร์และบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) นอกจากนี้ ยังพบการสร้างมูลค่าเพิ่มผิดกฎหมายด้วยการผสมสารอันตราย เช่น ยาสลบ ยาไอซ์ ลงในพอดบุหรี่ไฟฟ้า และการขายพ่วงยารักษาโรคต้องห้าม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางสาธารณสุขอย่างรุนแรง
นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้านำไปสู่ผลกระทบเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสูญเสียคุณภาพของแรงงาน:
- กลุ่มเยาวชน (15–19 ปี) เสี่ยงภาวะจิตเวชเฉียบพลันจากการเสพสารสังเคราะห์แบบผสมผสาน
- กลุ่มวัยแรงงาน (20–34 ปี) มีสถิติน่ากังวลว่ากว่า 50–55% ของผู้ใช้สารเสพติดในกลุ่มนี้มีแนวโน้มกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช
นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเทคโนโลยี และภาคประชาชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time และการสแกนพัสดุขนส่ง เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว



