เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ก.ย. 2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ได้ใส่สูทสีแดงเลือดหมู และติดหนวด เดินทางมาที่กระทรวงมหาดไทย บอกสื่อให้เรียกตนเองว่า “ตั้ม จอมพลัง” และบอกว่า ตนไม่มีเงินจ้างบอดี้การ์ด เลยอยากให้โอนเข้าบัญชี กสิกร888

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้มายื่นให้มีการตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ เพราะมีประชาชนตั้งข้อสงสัยมาขอให้ตนช่วยดำเนินการตรวจสอบ เท่าที่รู้ตอนนี้มูลนิธิดังกล่าวย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้นกระทรวงจะต้องทำหนังสือไปถึงจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการไปตรวจสอบ ที่ต้องการให้ตรวจสอบคือ เงินที่โอนเข้ามาในบัญชีของมูลนิธิ ว่าโอนมาเท่าไรและโอนออกใช้จ่ายเท่าไหร่ และค่าใช้จ่ายนั้นได้มีการไปซื้อของ หรือไปช่วยอะไรบ้าง แล้วตนยังมีข้อมูลจากคนใกล้ชิดของกัน จอมพลัง ที่ให้ข้อมูลว่า จะมีการให้บริษัทคนกลางไปซื้อของเพื่อนำมาบริจาค แต่ไม่มีการแจ้งรายละเอียด แต่มีการฟันกำไรส่วนต่าง ซึ่งข้อมูลนี้ตนได้ข้อมูลมาจากคนใกล้ชิด ถ้าคุณกันรู้รับรองว่าตกใจแน่

นายษิทรา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องบ้านของกันราคา 250 ล้าน ตนก็ไปตามข้อมูลมาเหมือนกัน พบว่าอยู่ในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ส่วนตัวตนบอกว่าบ้านคงแค่ 60 ล้าน แต่คงมีค่าตกแต่งหรูหราคิดว่าเกิน 100 ล้าน แต่ไม่ถึง 250 ล้าน อยากให้มีการตรวจสอบเช่นกัน และในสัปดาห์หน้า ตนจะไปยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินกับมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

นายษิทรา กล่าวอีกว่า การที่ตนออกมาเคลื่อนไหว ตนไม่ได้คุยกับใคร ตนคุยเพียงแค่ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ที่จะโทรฯ พูดคุยส่งข่าวกันเท่านั้น ส่วนคนอื่น เช่น อาจารย์อ๊อด หรือ ต้นอ้อ ตนไม่ได้รู้จัก แต่เขาคงมีประสบการณ์ร่วม หรือประสบการณ์อะไรเกี่ยวกับ กัน จอมพลัง ผมก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้ช่วงที่ผมอยู่ในเรือนจำ ก็รู้ว่าคุณกันไปตรวจตรวจสอบหลายคนเหมือนกัน ไม่ได้กังวล หาก กัน จอมพลัง จะมีแบ๊กคอยช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้แบ๊กก็ไม่ได้อยู่ฝั่งรัฐบาล ก็ไม่เป็นไร ขอให้รัฐบาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ

“ส่วนกลุ่ม LINE 12 คน ทราบว่าเป็นการตั้งกลุ่มเพื่อตั้งพรรคการเมือง หากการออกมาไลฟ์บอกว่าไม่เกี่ยวข้องหรือออกมาปฏิเสธ ตนก็มองว่าคงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากว่า ‘ผู้กอง’ เป็นคนให้พรรคมา เพราะถ้าปฏิเสธทั้งหมดผมเชื่อว่าคนอื่นในกลุ่มก็คงออกมาพูดแล้ว และที่พูดไลฟ์ว่าผมเคยติดคุกมาก่อน นั่นคนทั้งประเทศรู้ แต่รอสักวัน ถ้าวันหนึ่งมีคนตรวจสอบแล้วพบความผิด คุณอาจจะเป็นลูกศิษย์เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตอนนั้นผู้กองก็คงช่วยเหลือไม่ได้”

นายษิทรา กล่าวว่า ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้ออกมาเพื่อช่วยเหลือนายกรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ดำเนินรายการโหนกระแส ที่ผ่านมาผมเคยมีปัญหากับคุณหนุ่ม คุณหนุ่มอายุเยอะกว่า แต่ยังมาง้อมาขอโทษ ผมมองว่ามันก็แฟร์ แล้วเขาเป็นคนดี แต่อย่างกรณีของคุณกัน คุณหนุ่มเป็นคนปั้นคุณมา ไปออกโหนกระแสมาตั้งเท่าไหร่ แต่ทำไมกลับบอกว่าหมอปลาเป็นคนปั้น พอจังหวะเริ่มเพลี่ยงพล้ำก็จะกลับไปง้อคุณหนุ่ม ก็แล้วแต่คุณหนุ่ม ว่าจะกลับไปคืนดีหรือเปล่า”

นายษิทรา กล่าวว่า กรณีที่หลายคนสงสัยว่า กัน จอมพลัง ได้โทรฯ มาหาตนในลักษณะมาปกป้องนักการเมือง หลังจากที่ตนจะแฉขบวนการเว็บพนันออนไลน์นั้น ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นตอนที่ตนกำลังไล่เช็กบิลพวกขบวนการเว็บพนันที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ขอยืนยันว่า ตอนนั้น กัน จอมพลัง ได้โทรฯ มาบอกให้หยุดแฉ เพราะว่าเป็นพรรคพวกของกัน โดยหากตั้งข้อสังเกตว่า กัน จอมพลัง มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุอะไร กัน จอมพลัง คงไม่โทรฯ มาหาตนเพื่อให้หยุดเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ กัน จอมพลัง จะรู้ได้ยังไงว่า คนที่ตนกำลังจะแฉนั้นเป็นคนดีและไม่ได้ทำเว็บพนันจริงๆ ทำไมเชื่อคนง่าย แล้วต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนที่จะมาออกตัวแทน เพราะฉะนั้นการการันตีเพราะว่าเป็นเพื่อนกันนั้น มองได้ว่าเป็นคนสนิทกัน หรือเป็นลูกพี่กันมันใช่หรือไม่

ทนายตั้ม ยังกล่าวถึงเรื่องของโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของคนพิการ ว่า ตนได้เคยเข้าไปพบปะกับนายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย กัน จอมพลัง และคนอื่นๆ อีกหลายคน ในระหว่างกินข้าวกัน มีพูดถึงเรื่องอดีตว่าใครทำอะไรยังไง กัน จอมพลัง ได้ตอบว่า แต่ก่อนเขาทำเว็บเสือแดงที่เกี่ยวกับลอตเตอรี่ออนไลน์ ตนจึงถามว่าแล้วเอาลอตเตอรี่มาจากไหน ราคาเท่าไร แพงไหม กัน จอมพลัง ตอบว่า เขามีลูกพี่ที่ให้โควตามา จำไม่ได้แล้วว่ากี่เล่ม

กัน จอมพลัง ไม่ได้ทำเว็บนั้นแล้วแต่ยังได้โควตาอยู่ ได้กินปากเปล่าหรือส่วนต่างใบละ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท ไม่แน่ใจ แต่จำคำพูดของเขาได้ว่า ผ่านไปงวดหนึ่ง ได้เงินสบายๆ 500,000 ถึง 1,000,000 บาท หลังจากนั้นมีกลุ่มคนพิการคนตาบอดได้มาร้องเรียนกับตน ซึ่งเรื่องนี้เคยเป็นข่าวมาแล้ว ว่าผู้ร้องเรียนถูกตัดโควตาไปจากกลุ่ม 5 เสือ ที่ถูกแย่งไปประมาณ 10,000 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ตนได้นัดคุยกับนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และผู้ร้องเรียนไว้ในวันพรุ่งนี้ ที่สมาคมฯ ส่วนเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ด้านนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมารับหนังสือ ระบุว่าหลังจากรับหนังสือไป จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมูลนิธิ ถ้าสถานที่ตั้งมูลนิธิอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะให้นายทะเบียนไปตรวจสอบ แต่หากอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดไปดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งการตรวจตรวจสอบจะตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง การจ่ายเงินต่างๆ.