โครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมาและเสียงเครื่องจักรที่ดังต่อเนื่อง คือสิ่งที่ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยเริ่มสังเกตเห็นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุคปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แต่ขณะเดียวกัน การเติบโตดังกล่าวกำลังสร้างคำถามว่า ออสเตรเลียพร้อมรับต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชนมากเพียงใด
ลูซี ผู้อยู่อาศัยในย่านเลน โคฟ ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ เล่าว่า เธอมักได้ยินเสียงเครื่องจักรคล้ายเสียงเครื่องบินกำลังจะทะยานขึ้น ขณะพาลูกเข้านอน โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากบ้านเพียง 350 เมตร และยังมีอีก 4 แห่งที่อยู่ระหว่างการเสนอสร้างในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง
Data centres are booming in Australia – but at what cost? https://t.co/7GumBNFeg2
— BBC News (UK) (@BBCNews) September 3, 2026
ออสเตรเลียกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากจุดแข็งด้านพื้นที่ พลังงานหมุนเวียน ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ เสถียรภาพทางการเมือง แรงงานทักษะสูง และเครือข่ายความมั่นคง ปัจจุบัน ออสเตรเลียมีดาต้าเซ็นเตอร์ราว 162 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนสร้างเพิ่มอีกประมาณ 90 แห่ง คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนรวมมากกว่า 155,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 3.67 ล้านล้านบาท)
นายแซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโอเพนเอไอ เคยกล่าวว่า ออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะกลายเป็นเมืองหลวงด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของโลก หากประเทศต้องการเดินหน้าในทิศทางดังกล่าว
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลภายในประเทศ จะช่วยลดอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของออสเตรเลียเอง และทำให้ประเทศมีส่วนแบ่งในห่วงโซ่มูลค่ามากกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า การลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอาจช่วยให้ออสเตรเลียหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้พลังงานมหาศาลและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สำนักงานผู้ดำเนินการตลาดพลังงานออสเตรเลียคาดว่า ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศอาจเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2573

สภาสภาพภูมิอากาศเตือนว่า หากไม่มีการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานอย่างเพียงพอ ดาต้าเซ็นเตอร์อาจทำให้ราคาพลังงานในรัฐนิวเซาท์เวลส์เพิ่มขึ้น 26% ภายในปี 2578 ขณะเดียวกัน ความต้องการไฟฟ้าที่ต้องมีเสถียรภาพสูงยังสร้างความกังวลว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้อาจกระตุ้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
นอกจากพลังงานแล้ว “น้ำ” กำลังกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์สูงถึง 40 ล้านลิตรต่อวัน หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือนประมาณ 80,000 หลังคาเรือน ขณะที่นครซิดนีย์เองจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำประปาในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น
Exclusive: Developers of a massive data center OpenAI wants to build in Australia have abandoned plans to cool it with recycled water, switching to a more energy-intensive method that undercuts government efforts to curb the booming sector's drain on resources…
— Reuters (@Reuters) July 23, 2026
ซิดนีย์ วอเทอร์ ประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์อาจใช้น้ำประปาของนครซิดนีย์มากถึง 25% ภายในปี 2578 ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม หากจำเป็นต้องจัดหาน้ำจากแหล่งอื่น เช่น โรงกลั่นน้ำทะเลที่มีต้นทุนสูงกว่าแหล่งน้ำแบบดั้งเดิม
รัฐบาลออสเตรเลียจึงเตรียมออกกฎหมายใหม่ในปี 2570 กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แห่งใหม่ต้องรับผิดชอบด้านการจัดหาไฟฟ้า จำกัดการใช้น้ำ และรับภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะใช้กับโครงการใหม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมโครงการที่ก่อสร้างไปแล้วหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ขณะที่ชุมชนในพื้นที่ก่อสร้างเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เพราะนอกจากปัญหาเสียงรบกวนและการใช้ทรัพยากรแล้ว การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ยังอาจทำให้ธุรกิจเดิมต้องย้ายออกจากพื้นที่ หากโครงการได้รับอนุมัติ ธุรกิจเดิมราวครึ่งหนึ่งอาจต้องย้ายสถานที่ และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงานในชุมชน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าออสเตรเลียควรเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของโลกหรือไม่ แต่คือการเติบโตดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนเพียงใด หากต้องแลกด้วยพลังงาน น้ำ และพื้นที่ของชุมชน เพราะในยุคที่เอไอกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างเทคโนโลยีให้ล้ำหน้า แต่อยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีนั้น โดยไม่ผลักต้นทุนทั้งหมดไปให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อม.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



