ปูทะเล” กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรชายฝั่ง หลังภาครัฐเดินหน้าส่งเสริมให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ตอบรับความต้องการของตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งราคาจำหน่ายที่ดีและโอกาสขยายการผลิต โดยมุ่งเชื่อมตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์ พื้นที่เลี้ยง การผลิต ไปจนถึงตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

การส่งเสริมปูทะเลเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง จะช่วยสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะการนำบ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ เพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่และขยายโอกาสสร้างรายได้

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรผลิตได้ตรงความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน มูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากเกษตรกร 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเลี้ยงปูทะเล ทั้งจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่จังหวัดสมุทรสาครมีผลผลิต 273.32 ตัน หรือร้อยละ 6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

หัวใจสำคัญของการขยายการเลี้ยงปูทะเล คือ “ลูกพันธุ์” ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต กระทรวงเกษตรฯ จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพหน่วยงานของกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสู่พื้นที่ศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับผลผลิต

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง บอกว่า ปูทะเลเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยปูเนื้อมีราคาอยู่ที่ประมาณ 230–680 บาทต่อกิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาทต่อกิโลกรัม และปูไข่ดอง 200–340 บาทต่อตัว ทั้งยังใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4–5 เดือน มีต้นทุนเฉลี่ยราว 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น และสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

 กรมประมงขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลให้ปี 2568 ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 263.38 ตัน หรือเติบโตร้อยละ 7.12 และยังเดินหน้าพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน หรือ Young crab ได้ราว 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยงและเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้สนใจทั่วไป รวมถึงขยายผลโครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในหลายพื้นที่ เช่น โครงการปูไทยสร้างชาติ จังหวัดตรัง

การผลักดันปูทะเลครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ แต่เป็นการวางระบบอาชีพใหม่ให้ชุมชนชายฝั่ง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและต่อยอดปูทะเลไทยสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น