เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูว่า ก่อนหน้านี้ธนาคารออมสินได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อช่วยลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 3.5% ขณะนี้มีสมาชิกลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 80,000 ราย และยังมีผู้ลงทะเบียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะยาว ศธ.ได้เริ่มหารือและจัดทำบันทึกข้อตกลงกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อหารือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู รวมถึงรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการหนี้สินครู

“มีแนวคิดเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ซึ่งได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว โดยได้รับข้อมูลว่าสามารถจัดตั้งได้ เพราะการจดทะเบียนสามารถดำเนินการได้ แต่การบริหารจัดการจะมีเงื่อนไขหลายประการ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม” นายประเสริฐ กล่าวและว่า ประเด็นสำคัญคือเราได้หารือถึงหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนของครู โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีเงินเหลือเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน เนื่องจากในทางปฏิบัติ หากต้องหักชำระหนี้สหกรณ์ก่อน แล้วจึงหักชำระหนี้สถาบันการเงิน อาจทำให้เงินเดือนที่เหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับภาระหนี้และรายได้ของแต่ละคน เช่น ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท แล้วเหลือ 30% คือ 9,000 บาทก็ยังพอมีเงินดำรงชีพ แต่บางกรณีเหลือไม่ถึงระดับที่เพียงพอจะใช้ชีวิตได้ ดังนั้น หากจะให้ครูสามารถผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ ต้องมีการลดภาระ ทั้งการลดดอกเบี้ยและลดภาระหนี้บางส่วน เพื่อให้ครูมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นสำคัญคือภาระของผู้ค้ำประกัน ซึ่ง ศธ.ต้องการหาแนวทางลดหรือตัดภาระดังกล่าว เพราะระบบปัจจุบันเมื่อผู้กู้รายหนึ่งมีปัญหาในการชำระหนี้ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดชอบต่อ จนเกิดปัญหาหนี้ต่อเนื่องเป็นทอด ๆ หรือที่เรียกว่า “ล้มเป็นโดมิโน” ทำให้ผู้ที่ค้ำประกันหลายรายได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ศธ.อยู่ระหว่างหารือฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับระบบค้ำประกัน โดยต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ค้ำประกัน ควบคู่กับการสร้างระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้ของคนหนึ่งลุกลามไปยังบุคคลอื่น