นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวเดลินิวส์ในโอกาสวันชาติชิลีที่จะมาถึง 18 กันยายนนี้ โดยเปิดเผยภาพรวมการค้าในปีนี้ระหว่างชิลี-ไทย และชิลี-อาเซียน ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการขยายตลาดในอนาคต ข้อตกลงการค้าระหว่างกัน แผนการผลักดันการส่งออกจากไทยไปยังชิลี รวมถึงความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ในอนาคต
นายออสการ์เน้นย้ำว่า ชิลีพร้อมเป็นประตูสู่ลาตินอเมริกา ให้ธุรกิจไทยตามกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ชิลี-ไทย ตลอดจนทุกประเทศอาเซียน โดยเปิดเผยว่าปี 2569 ถือเป็นปีที่ดีของการค้าระหว่างไทย-ชิลี แม้จะมีเหตุการณ์ตึงเครียดมากมายทั่วโลก ชิลีให้ความสำคัญกับ 2 ผู้เล่นที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงในประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งชิลีกำลังทำการขยายตลาด
ในปีนี้ กรมส่งเสริมการส่งออกของชิลี หรือ “ProChile” (โปรชิลี) ได้มีการดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือการประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี-อาเซียน หรือ “Chile-ASEAN Business Summit” ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26-30 พ.ค. 2569 ควบคู่ไปกับการจัดแสดงสินค้าจากชิลีในงาน “THAIFEX-Anuga Asia 2026” เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจชิลีได้พบปะผู้ประกอบการไทยและนานาชาติ

เมื่อกล่าวถึงสินค้าส่งออกหลักในไทยและอาเซียน นายออสการ์กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นสินค้าส่งออกหลักของชิลี แต่ประเภทสินค้าล้วนมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ขณะที่แซลมอนและอาหารทะเล ถือเป็นสินค้าส่งออกหลักที่เข้าถึงทุกตลาดในภูมิภาค
สำหรับสินค้าส่งออกหลักในไทย 5 ชนิด นอกเหนือจากแซลมอนและไวน์ ได้แก่ผลไม้อย่าง แอปเปิล บลูเบอร์รี องุ่น กีวี และเชอร์รี เช่นเดียวกับสินค้าส่งออกหลักของชิลีในเวียดนาม ประกอบด้วย แอปเปิล องุ่น และเชอร์รี

สำหรับฟิลิปปินส์ ชิลีมีการส่งออกผลไม้มากกว่า 10 ชนิด ขณะที่ในอินโดนีเซีย ได้แก่ เลมอนและผลไม้ตระกูลส้ม (ซีตรัส)
เขาเสริมว่า ไวน์ชิลีได้ถูกส่งออกไปในทุกตลาด รวมถึงในประเทศไทยที่หลายคนรู้จักชิลีจากไวน์ แต่ในขณะเดียวกัน ชิลีส่งออกแซลมอนมากกว่าผลิตภัณฑ์ไวน์ถึง 10 เท่า และยังมีอาหารแห้งต่าง ๆ เช่น พรุน ลูกเกด วอลนัท อัลมอนด์ และเฮเซลนัท

นอกเหนือไปจากสินค้าส่งออกที่มีอยู่แล้ว นายออสการ์ยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการเกษตร โดยยกตัวอย่างโครงการล่าสุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งโปรชิลีมีบทบาทในการประสานความร่วมมือ เพื่อนำเข้าไข่ปลาแซลมอนสายพันธุ์แอตแลนติก 20,000 ฟองมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต นายออสการ์กล่าวว่า ความตกลงทางการค้าเสรี (Free Trade Agreement) ระหว่างชิลีและไทย ซึ่งมีอายุครบ 10 ปีเมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นช่องทางสำคัญที่เปิดกว้างในด้านการพัฒนาธุรกิจของทั้งสองประเทศ รวมทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสินค้าไทย โดยเฉพาะรถยนต์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน ความตกลงการค้าดังกล่าวก็ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าชิลี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าไวน์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง
เขาคาดหวังอย่างยิ่งให้การมีลงทุนในอนาคต ในขณะนี้ ยังไม่มีการลงทุนโดยตรงจากทั้งธุรกิจไทยที่เข้ามาในชิลี และยังไม่มีบริษัทชิลีที่เข้ามาลงทุนโดยตรงในประเทศไทย เขาเชื่อว่า หากบริษัทไทยต้องการเข้ามาลงทุนในชิลี และต้องการขยายโอกาสในภูมิภาค ชิลีก็สามารถทำหน้าที่เป็นประตูสู่ลาตินอเมริกาของนักลงทุนไทยได้ เนื่องจากมีเครือข่ายข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุม

มาตรการสำคัญลำดับแรกของชิลีเพื่อยกระดับและเพิ่มศักยภาพทางการค้าให้มากขึ้นในปีหน้า คือ การทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจจากชิลีเข้ามาในไทย ซึ่งเขาได้เห็นธุรกิจที่เริ่มส่งผู้แทน และมีการจ้างงานในภูมิภาคมากขึ้น อย่างไรก็ดี นายออสการ์ย้ำว่า จะยังคงเดินหน้านำเสนอชิลีให้เป็นที่รู้จักต่อไป ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 ในปี 2570
ในด้านการผลักดันการส่งออกของไทยไปยังชิลี นายออสการ์ได้กล่าวชื่นชมท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก
น.ส.วิมลพัชระ รักษาเกียรติ ซึ่งมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการนำเสนอ และทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในชิลี ผ่านการโปรโมตซอฟต์พาวเวอร์ รวมถึงในด้านอาหารไทย และมวยไทย ขณะที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยก็กำลังขยายตัวในชิลีเช่นกัน
สำหรับความร่วมมือในด้านอื่น ๆ นายออสการ์ยกตัวอย่างโครงการความร่วมมือด้านการนำเมล็ดพันธุ์คีนัว เข้ามาศึกษาและวิจัยในประเทศไทย เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอาจชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการขยายความร่วมมือ เพื่อการแลกเปลี่ยนทางความรู้ รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีในด้านการเกษตร นอกเหนือไปจากการส่งออกสินค้า.
เรื่อง-ภาพ : ดรุณี ธีรภาพพงศ์



