เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังบูรพา กล่าวว่า สังคมไทยกำลังจับตาท่าทีการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ แล้วแสดงพฤติกรรมไม่เคารพหรือฝ่าฝืนกฎระเบียบและกฎหมายไทย ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งแก่ประชาชนในเมืองท่องเที่ยวและจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ที่ผ่านมามีการพูดถึงปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย การสวมสิทธิได้สัญชาติโดยมิชอบ การใช้นอมินีแสวงหาผลประโยชน์ ตลอดจนการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบอาชญากรรม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา รวมไปถึงการตั้งกลุ่มชมรมเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายการสร้างอาณานิคมของตนเอง
“ผมได้รับฟังเสียงสะท้อนจากคนไทยที่ตัดพ้อว่า ขณะนี้ประเทศเหมือนจะไร้ขื่อไร้แป คนไม่เกรงกลัวกฎหมายไทย รัฐบาลจะปล่อยให้ลุกลามบานปลายกลายเป็นภัยสังคมไปถึงเมื่อไหร่ และเมื่อไหร่จะจัดการอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนพัวพันหรือปล่อยปละละเลย ต้องลงโทษโดยไม่มีการละเว้น” นายสุระ กล่าว
นายสุระ กล่าวต่อว่า ขอเสนอ 4 แนวทางต่อรัฐบาล เพื่อจัดระเบียบชาวต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1.คัดกรองตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมโยงฐานข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ การเงิน และข้อมูลระหว่างประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ 2.ระบบอยู่ไทยต้องตรวจสอบได้ ตรวจสอบเข้มงวดการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ ธุรกิจนอมินี และเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกรวบรวมไว้ที่จุดเดียว เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ ซึ่งดีกว่าการรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตามจับกุมหรือเนรเทศ 3.ลงโทษรวดเร็วและเปิดเผย โดยเฉพาะผู้กระทำผิดซ้ำ อาชญากรข้ามชาติ และคนไทยที่มีส่วนช่วยเหลือ เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่ากฎหมายไทยบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม 4.เปิดช่องทางแจ้งเบาะแสปลอดภัยและครบวงจร มีระบบส่งต่อข้อมูลถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมรายงานผล เพื่อเปลี่ยนจากแค่ “คลิปไวรัลหลังเกิดเหตุ” ให้กลายเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า
“ประเทศไทยและคนไทยพร้อมต้อนรับสุจริตชนทุกเชื้อชาติ ขอเพียงเคารพกฎหมาย ให้เกียรติในอัตลักษณ์ ประเพณี และสังคมไทย ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี ไปสู่การสร้างระบบที่ ‘รู้ก่อน ป้องกันก่อน และจัดการให้จบ’ หากปล่อยให้ช่องโหว่เดิมเกิดซ้ำ ความเสียหายจะไม่ตกอยู่แค่ภาพลักษณ์ประเทศเท่านั้น แต่จะกระทบต่อความปลอดภัย สังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว” นายสุระ กล่าว



