ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. 69 เพิ่มต่อเนื่อง 3 เดือนติด สูงสุดในรอบ 6 เดือน นับจากเดือน มี.ค. 69 รับแรงหนุนสู้รบตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย-ไทยช่วยไทย พลัส-ราคาสินค้าเกษตรเพิ่ม หนุนกำลังซื้อ จับตาจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย.-ต.ค. หลังไทยช่วยไทย พลัสสิ้นสุด การเมืองไม่นิ่งซ้ำเติม ราคาน้ำมันส่อปรับขึ้นอีก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. 69 ว่า ดัชนีปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน และสูงสุดในรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 69 โดยอยู่ที่ 53.2 เพิ่มจาก 51.8 ในเดือน ก.ค. 69

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ที่ 36.5 เพิ่มจาก 35.5, ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต อยู่ที่ 61.4 เพิ่มจาก 59.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 46.6 เพิ่มจาก 45.3, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ 50.9 เพิ่มจาก 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 62.1 เพิ่มจาก 60.5

ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลการสู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในไทยไม่สูงจนเกินไป ประกอบกับ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัสต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักสูงกว่าปีที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มกำลังซื้อประชาชน และส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การส่งออกยังขยายตัวได้สูงถึง 21.64% มูลค่า 38,399.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่น


ขณะเดียวกัน ยังมีเม็ดเงินจากการลงทุนของต่างชาติไหลเข้ามาอีก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวหมุนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวขึ้น ช่วยดึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้กลับมา และทำให้กล้าใช้จ่ายมากขึ้น เห็นได้จากความเหมาะสมของการซื้อรถยนต์ ซื้อบ้านหลังใหม่ ท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นตามดัชนีความเชื่อมั่น


อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนของไทยหรือไม่ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจะยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หรือจะกลับไปทรุดตัว เพราะไทยช่วยไทย พลัส กำลังจะสิ้นสุดเดือน ก.ย. นี้ แต่มีจุดที่มองว่าจะดีขึ้น คือ ราคาน้ำมันที่แม้สูงขึ้น แต่ไม่ได้แพงเหมือนช่วงที่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลางใหม่ๆ ประกอบกับ กำลังซื้อของประชาชน ได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สินค้าเกษตรหลายรายการราคาดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว การส่งออกที่มีมูลค่าสูง และยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐมากนัก


“แต่ก็ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็น K ขาลงได้ เพราะประชาชนเริ่มกังวลสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มไม่นิ่ง ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลก และราคาน้ำมันในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คนไทยรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี โดยมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน และการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ดังนั้นอย่าให้เศรษฐกิจในเดือน ก.ย. และ ต.ค. มีอะไรมาสะดุด ถ้าสะดุด ก็อาจทรุดได้”


นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อว่า อัตราเงินเฟ้อในกรอบที่ 2-3% ถือเป็นระดับที่ปลอดภัย และยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 1% ซึ่งระดับนี้ ยังช่วยเอื้อการเข้าถึงสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ได้


ในขณะที่แรงกดดันจากราคาน้ำมันนั้น ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จนกว่าจะเห็นการสู้รบที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเข้าใกล้ระดับ 95-100 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยขณะนี้รัฐบาลยังบริหารจัดการราคาน้ำมันในประเทศ ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนยังดูแลอัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ยังประคองได้


“รัฐบาลต้องใช้กลไกของภาครัฐในการกระตุกเศรษฐกิจให้ได้ โดยเฉพาะการทำให้เศรษฐกิจไทยดี ซึ่งต้องใช้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว และต่างชาติ และจะเห็นการเปลี่ยนจากการที่รัฐเอาเงินมาแจก เป็นการเอาเงินไปลงทุน เดาว่ารัฐจะไม่แจก เพราะตอนนี้ซอยจะตันแล้ว เหลือพื้นที่ใช้งบไม่เยอะ ต้องลงทุนเพื่ออนาคต ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทุ่มไปที่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ที่สร้างรายได้สูง จุดเปลี่ยนประเทศไทย คือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เร็วที่สุด อย่าใช้เงินแจก เงินโอน มันทำให้เศรษฐกิจไทยป้อแป้แบบนี้”