นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปีนี้ประเมินว่าจำนวนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ)ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีเพียง 10 – 15 บริษัท ต่ำที่สุดในรอบกว่า 23 ปี และลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 18 บริษัท โดยปัจจุบันมีบริษัทใหม่ที่เข้าไอพีโอไปแล้ว 3 บริษัท และยังมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตแบบคำขอให้เสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่แล้วจำนวน 6 บริษัท รวมถึงบริษัทที่ยื่นแบบ ไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว6 บริษัท ซึ่งจำนวนบริษัทที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตอาจจะเข้าทันภายในปีนี้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ประเมินว่าภาวะตลาดหุ้นไอพีโอจะกลับมาคึกคักได้ภายในปีหน้า หลังจากยอมรับว่าปัจจุบันมีไอพีโอขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการพูดคุยหลายราย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ประกอบกับอาจมีบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่จากเกณฑ์ใหม่ที่เข้ามาระดมทุน รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯยังมีการศึกษาเรื่องจัดหมวดอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ปัจจุบันมีเพียงกลุ่มหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มไอซีที โดยคาดว่าจะประกาศออกมาในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. และชมรมวาณิชธนกิจ เพื่อย่นระยะเวลากระบวนการไอพีโอให้บริษัทน้องใหม่สามารถเข้าซื้อขายได้ภายใน 90 วัน จากเดิมที่มักใช้เวลาตั้งแต่ยื่นไฟลิ่งจนถึงวันเข้าเทรดประมาณ 165 วัน ผ่านรูปแบบการทำแซนด์บ็อกซ์ร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนทางฝั่งที่ปรึกษาทางการเงิน และสำนักงาน ก.ล.ต.ได้

“สำหรับการทำงานของ ตลท. ในเวลานี้ ยังอยู่ในช่วงปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มีความพร้อม ก่อนที่จะเดินหน้าดึงบริษัทใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางระดมทุนมากขึ้น ดังนั้นผลลัพธ์ของเรื่องนี้อาจยังไม่เห็นชัดในปีนี้ แต่มีโอกาสเริ่มเห็นในปีหน้า”

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนส.ค.69 ที่ผ่านมา ปิดที่ 1,595.16 จุด ลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้น 26.6% เมื่อเทียบกับสิ้นปี68 โดยตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรสหรัฐ จากปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลัง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลต่อกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนส.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 746 ล้านดอลลาร์ แต่ยังคงซื้อสุทธิสะสม 1.6 พันล้านดอลลาร์นับจากต้นปี