เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เดินหน้าภารกิจเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิเสริมกล้า ด้วยแนวคิด ‘เชื่อมปัญหากับโอกาส’ หลังจากได้รับการประสานจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ถึงสถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาดทำให้เกษตรกรโคนมไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยได้ประสานความร่วมมือกับแสนสิริและเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อเข้ามาร่วมช่วยเหลือและเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตของเกษตรกร พร้อมนำผลิตภัณฑ์นมส่งต่อไปยังโรงเรียน มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อ เพื่อให้ผลผลิตที่กำลังเป็นปัญหาที่ต้นทางกลายเป็นโอกาสในการเข้าถึงโภชนาการที่ดีของเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่ปลายทาง

สำหรับผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ จะถูกกระจายไปยังโรงเรียนและหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี รวมถึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายเศรษฐาเคยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเรื่อง Zero Dropout เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา การกลับมาสนับสนุนเด็กในพื้นที่ราชบุรีครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดจากการสร้างโอกาสทางการศึกษา ไปสู่การเติมเต็มโภชนาการและคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ นี่จึงไม่ใช่เพียงการรับซื้อนมที่ล้นตลาด หรือการนำนมไปบริจาคให้เด็กเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมปัญหาเข้ากับโอกาส และมองหาวิธีทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งด้านในเวลาเดียวกัน

“ตั้งแต่ช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งการสร้างโอกาสและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยเฉพาะการผลักดันแนวทาง Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา แม้วันนี้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่ผมยังคงนำแนวคิด และประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดผ่านมูลนิธิเสริมกล้า องค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2554 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษา สุขภาพ กีฬา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทย โดยมุ่งทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ พันธมิตร และผู้ที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาสังคมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นายเศรษฐา ระบุ

การขับเคลื่อนของมูลนิธิเสริมกล้าในครั้งนี้จึงสะท้อนการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมพลัง มากกว่าการทำเพียงลำพัง โดยดึงศักยภาพของภาคเอกชนและเครือข่ายพันธมิตรเข้ามาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในวงกว้างขึ้น เพราะปัญหาสังคมไม่ควรถูกแก้แบบแยกส่วน และการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดผลจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กลายเป็นโอกาส และส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทยในระยะยาว