ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพีดีพี 2026 โดยมีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมฟัง หลังจากปรับแก้มาแล้วหลายครั้ง คาดว่า จะประกาศใช้ได้จริงภายในเดือนพ.ย.นี้
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุระหว่างรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพีดีพี 2026 ว่า หัวใจสำคัญของแผนฉบับนี้ เป็นการตอบโจทย์ พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมายเน็ต ซีโร่ เพื่อดึงดูดการค้า และการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นโลว์ คาร์บอน และไม่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในห่วงโซ่การผลิต โดยทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน รวมถึงสัดส่วนเชื้อเพลิงผสมผสาน ตั้งเป้าจะควบคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนให้ไม่เกินหน่วยละ 3.88 บาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูง เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ อาจต้องยอมรับโครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงซึ่งอาจสูงกว่าภาคประชาชนทั่วไป
สำหรับความท้าทายใหม่ คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์ โดยภาครัฐ อาจต้องมีกระบวนการคัดกรองดาต้า เซ็นเตอร์ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศจริงๆ เช่น กลุ่มเอไอ อินดัสทรี ฟาวเดชั่น
ในด้านกำลังการผลิต ในระยะสั้นประเทศไทยมีระดับสำรองไฟฟ้า ที่เพียงพอประมาณ 25% แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือ ระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว โดยคาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3-7 แสนล้านบาทในการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า ที่จ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอาร์) คาดการณ์ว่า จะมีกำลังผลิตรวมสูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 93 โครงการแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่ม โดยแผนพีดีพี 2026 จะมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนทุก 2-3 ปีตามสถานการณ์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
“ หลังจากได้รับฟังความเห็นทั้งหมดแล้ว จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป คาดว่า จะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้”
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ขยายความว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน 4 กรณี เบื้องต้นคณะอนุกรรมการและ สนพ. มีแนวโน้มชื่นชอบ “กรณีที่ 4” เป็นรูปแบบทางสายกลางแบบไฮบริด ขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่นำเทคโนโลยีซีซีเอสมาใช้บางส่วน เนื่องจากมีความสมดุลทั้งในด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ของประเทศ
สำหรับ 4 กรณี แบ่งเป็นกรณีที่ 1 ดำเนินการตามมาตรการปกติ ขยายสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 65% และฟอสซิล 35% ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนลดลงเหลือ 66 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมายเน็ต ซีโร่ ของประเทศในภาพรวมที่กำหนดให้ภาคพลังงานต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือเพียง 19 ล้านตัน
กรณีที่ 2 ต่อยอดจากกรณีแรกโดยเพิ่มการลงทุนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (ซีซีเอส) 100% สัดส่วนเชื้อเพลิงคงเดิมที่ 65:35 แต่มีต้นทุนค่าซีซีเอสเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง
กรณีที่ 3 เน้นพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี) สุดโต่งถึง 89% โดยไม่ใช้เทคโนโลยีซีซีเอสเลย จะต้องพึ่งพาโซลาร์และลมเป็นหลัก ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือเพียง 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
กรณีที่ 4 (ไฮบริด) ผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 ขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่นำเทคโนโลยีซีซีเอสมาใช้บางส่วน ช่วยรักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าแอลเอ็นจีมากเกินไป
” ส่วนใหญ่ชอบกรณี 4 เพราะอยู่ตรงกลาง ได้ทดลองใช้เทคโนโลยีซีซีเอส ตามกรอบแผนระยะยาวเพื่อลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี) ขึ้นอย่างเหมาะสม โดยคาดการณ์ว่าอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนทั้ง 4 กรณี จะอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.88 บาท แต่อาจปรับทบทวนตามนโยบายและปัจจัยแวดล้อม ซึ่งช่วงปลายแผนอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 4.50 – 4.60 บาท”



