วันที่ 1 ต.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน ZERO Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน โดยได้ฉายภาพ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท.ให้ความสำคัญและลงมือแก้ไขอย่างจริงจังตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแก้วิกฤติอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ลดถอยลงเรื่อยๆ จากอดีตที่เคยเติบโต 7% ลงมาเหลือ 5%, 3% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตเพียงประมาณ 2.3% ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมานาน
ธปท.ได้หยิบยก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน ขึ้นมาดำเนินการแก้ไขควบคู่กัน ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม SME 3.การเข้าถึงระบบการเงินด้วยความเป็นธรรม มีต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และ 4.ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน
ในทางเศรษฐศาสตร์ ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชันคือการสูญหายของทรัพยากร ซึ่งเป็นงบประมาณและเม็ดเงินที่ไม่ควรหายไปจากระบบ หากควบคุมได้ เงินส่วนนี้จะสามารถสร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้รัฐบาล และสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง
“แนวทางของธปท.ชัดเจน คือถ้าเราไม่ร่วมลงมือทำกัน ปัญหามันก็ไม่แก้ไข ถ้าเราพูดอย่างเดียว เราโชว์ PR อย่างเดียว ปัญหามันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ เรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน มันเป็นเรื่องของการสูญหายไปของทรัพยากร เป็นเงินที่ไม่ควรหายออกไปจากระบบ มันเป็นส่วนที่สามารถสร้างกำไรและเก็บภาษีให้รัฐบาล เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมันหมุนได้”

นายวิทัย ระบุว่า แม้จะไม่มีอำนาจในการจับกุมโดยตรง แต่เนื่องจากธุรกรรมเงินเทา พนันออนไลน์ และการคอร์รัปชัน ต้องใช้เส้นทางและบริการของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การรับชำระเงิน (Payment) การถอนเงินสด หรือการแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน
ธปท.จึงใช้แนวทาง “สร้างคอขวด และสร้างความยากลำบาก” ในการทำธุรกรรมผิดกฎหมายตลอดทั้งระบบ
มาตรการสำคัญนอกจากจะทำการพิสูจน์และยืนยันตัวตน หรือ KYC แล้ว ยังออกเกณฑ์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก (Customer Due Diligence) และตรวจสอบเข้มงวดพิเศษ (Enhanced Due Diligence) เพื่อป้องกันการขนคนมาเปิดบัญชีม้าเป็นกลุ่ม
“การเปิดบัญชีเงินฝากเข้มงวดมาก จะทำให้การขนคนนั่งรถตู้มาเปิดบัญชีม้าพร้อมกันทีละหลายๆ บัญชีทำไม่ได้ง่ายอีกต่อไป”
นอกจากนี้ยังคุมเข้มผู้ให้บริการรับชำระเงิน ห้ามให้บริการแก่กลุ่มทุนเทาและเว็บพนันออนไลน์ โดยประกาศนี้จะลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า

นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถ้าถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาทต้องทำ Due Diligence และตอบให้ได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร
ขณะเดียวกันได้จัดทำ 24 แพทเทิร์นธุรกรรมต้องสงสัย ร่วมกับ ปปง. กำหนดนิยามพฤติกรรมทางการเงินต้องสงสัย เช่น เงินโอนเข้าช่วงกลางคืนเป็นตัวเลขกลมๆ 100, 500, 1,000 บาท แล้วโอนออกทันที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมพนันออนไลน์
ส่วนในเรื่องทองคำ ได้กำหนดให้ต้องรายงานชื่อเมื่อมีการถอนเงินไปซื้อทองคำเกิน 2 กิโลกรัม หรือมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท
รวมถึงการพบพฤติกรรมแปลงสภาพเงินสดเป็นธนบัตรดอลลาร์ โดยไปซื้อขาย(เทรด) USDT ผิดปกติหลายแสนล้านบาทใน 4–5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. หลังพบพฤติกรรมถอนเงินสดหรือโอนเงินไปซื้อ USDT แล้วโอนออกไปต่างประเทศในชื่อบุคคลอื่นเพื่อฟอกเงิน
ผลจากการดำเนินมาตรการ “สร้างคอขวด” ทางการเงินอย่างจริงจัง ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อปริมาณธุรกรรมต้องสงสัย โดยการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 50% จากเดิมเคยมีการถอนสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน และการถอนทองคำผ่านแอปพลิเคชัน การถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม ลดลงมากกว่า 70% ทันที

นอกจากนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมพันธมิตรรวม 11 สมาคมภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือหรือช่องทางทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การเซ็น MOU หรือประกาศเจตนารมณ์ทั่วไป แต่มีการระบุหน้าที่ชัดเจนว่าแบงก์ชาติ สมาคมธนาคารไทย กลุ่ม Non-bank, Money Exchange และ Money Transfer ต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงการแชร์ข้อมูลร่วมกัน
“เรื่องเงินเทาและคอร์รัปชันอยู่คู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้จะเกาะกินประเทศไทยจนไม่สามารถไปต่อได้”



