เมื่อวันที่ 24 ต.ค.69 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า 1.ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่ กำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบถึง 103,561 ล้านบาท ณ วันที่ 18 ต.ค.69 แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 41,202 ล้านบาท ที่สำคัญกองทุนฯ ยังมีเงินกู้คงค้างถึง 37,497 ล้านบาท และมีภาระค้างจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซอีกเป็นจำนวนมาก

2.ตนเห็นว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้ประชาชนในอนาคต โดยไม่ได้แก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ระบบการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นของประเทศไทย ซึ่งใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิง โดยใช้หลัก Import Parity หรือการเทียบเคียงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ บวกค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของเราเอง เรานำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นภายในประเทศ แต่กลับใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น

3.รัฐบาลควรทบทวนหลักการนี้อย่างจริงจัง เพราะประชาชนควรได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ไม่ใช่ต้องจ่ายราคาที่อ้างอิงต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสมอไป ตนจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ ดังนี้

3.1 ยกเลิกระบบราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus คือการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากต้นทุนน้ำมันดิบ บวกต้นทุนการกลั่นที่มีประสิทธิภาพ และกำไรที่เหมาะสม รัฐบาลควรจัดให้มีการตรวจสอบต้นทุนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้โรงกลั่นได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ต้องจ่ายราคาที่สูงเกินต้นทุนมากเกินไป

3.2 หากรัฐบาลเกรงว่า การกำหนดราคาภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาต่างประเทศจะทำให้โรงกลั่นส่งน้ำมันออกไปขายต่างประเทศจนเกิดการขาดแคลน ตนเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป โดยกำหนดอัตราภาษีตามความจำเป็นและส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น ภายใต้กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลออกจากประเทศมากเกินไป มาตรการนี้ต้องออกแบบให้รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่กระทบการแข่งขันและประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมโรงกลั่น

3.3 ปฏิรูปกองทุนน้ำมันให้มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาในยามวิกฤติไม่ใช่เป็นกองทุนที่ต้องกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องจัดทำแผนลดการขาดดุลและชำระหนี้กองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน กำหนดกรอบระยะเวลา และเปิดเผยภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนรับทราบ การช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อย ควรทำอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไป ซึ่งผู้มีฐานะดีก็ได้รับประโยชน์ด้วย

4.ตนตระหนักดีว่า ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ราคาน้ำมันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดโลกได้ทั้งหมด และการเปลี่ยนสูตรราคาก็ต้องคำนึงถึงการลงทุนและความมั่นคงทางพลังงานแต่คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้ประชาชนจ่ายราคาน้ำมันที่ไม่สะท้อนต้นทุนภายในประเทศอย่างเหมาะสม แล้วให้กองทุนน้ำมันกู้เงินมาชดเชยต่อไปอีกนานเท่าใด? ตนจึงขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาการเปลี่ยนระบบราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเป็น Cost Plus ตรวจสอบต้นทุนและกำไรอย่างโปร่งใส พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันการส่งออกจนเกิดการขาดแคลน และแผนแก้หนี้กองทุนน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม

5.ประเทศไทยต้องแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างราคา ไม่ใช่แก้ด้วยการกู้เงินมาอุดหนุนราคา แล้วผลักภาระหนี้สินไปให้ประชาชนในอนาคต