ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดช้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2569 ค่อนข้างทรงตัว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุน การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังกระจุกและส่งผ่านไปสู่ครัวเรือนและธุรกิจไม่ทั่วถึง ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันผ่านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทยอยปรับสูงขึ้น ซ้ำเติมเงินเฟ้อและกำลังซื้อ

แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเหลือ 85.2% ในไตรมาส 2/2569 ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี แต่ไม่ได้สะท้อนว่าฐานะการเงินของครัวเรือนฟื้นตัวแล้ว เนื่องจากครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อและสภาพคล่อง ขณะที่ตลาดแรงงานมีสัญญาณเปราะบางขึ้น สะท้อนจากอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ทั้งในภาพรวม และโดยเฉพาะแรงงานอายุน้อยที่อัตราการว่างงานสูงกว่าภาพรวมกว่าเท่าตัว

SCB EIC ประเมินว่าน้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. 2569 กระทบ GDP ปีนี้ราว 0.1% และอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวบ้างในระยะสั้น โดยเฉพาะราคาอาหารสด ราคาผักบางชนิดปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดน้ำท่วม สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

  • กำลังซื้อและการใช้จ่ายที่ลดลง
  • การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ

ในช่วงข้างหน้าเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญอีกหลายความเสี่ยง ได้แก่

1.แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางคลี่คลายลงมาก แต่บางพื้นที่ใน 17 จังหวัดยังได้รับผลกระทบ (ข้อมูลจาก ปภ. 22 ต.ค. 2569) และต้องจับตาความเสี่ยงน้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายปี
2.ความเสี่ยงจาก Super El Nino ที่อาจทำให้ไทยเจอภาวะร้อนและแล้งยืดเยื้อถึงกลางปี 2570 กระทบผลผลิตและรายได้เกษตร รวมถึงความเพียงพอของแหล่งน้ำ แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง
3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นความเสี่ยงภายนอกที่สำคัญ
4.ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากกองทุนน้ำมันลดการชดเชยลงจากภาระหนี้กองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงติดลบมากถึงราว 1 แสนล้านบาท (ข้อมูล 11 ต.ค. 2569) อาจกระทบค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ

การปรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ไม่เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจ K-shaped

ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับใหม่ชี้ว่ากิจกรรมเศรษฐกิจไทยในอดีตสูงกว่าข้อมูลเดิม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเผยแพร่ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ชุดใหม่เมื่อปลายเดือน ก.ย. ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตสูงถึง 4.4%YOY เทียบกับก่อนปรับปรุงข้อมูลที่ภาพทรงตัวราว 0.5%YOY การปรับครั้งนี้มาจากการเพิ่มความครอบคลุมของสินค้าและโรงงานตัวอย่างในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) จึงปรับสูงขึ้นบางส่วน

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทบทวนข้อมูลดุลการชำระเงินประจำปี โดยการทบทวนรอบเดือน ก.ย. นี้ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่จากการปรับลดมูลค่านำเข้าให้สอดคล้องกับหลักดุลการชำระเงิน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาเพื่อรับจ้างผลิตและส่งกลับ โดยไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเจ้าของ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ปรับจากเดิมที่ขาดดุลสูง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือขาดดุล 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

SCB EIC ประเมินว่าข้อมูลชุดใหม่นี้ โดยเฉพาะ MPI อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูล GDP ไทยในอดีต แต่ทิศทางและขนาดผลกระทบต่อ GDP ยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี หาก GDP ถูกปรับสูงขึ้น ก็ไม่ได้เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจจริงที่ยังฟื้นตัวกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ขณะที่ภาคส่วนอื่นไม่ได้ขยายตัวสอดคล้องกัน จึงอาจยิ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจ K-shaped ชัดเจนขึ้น

ดอกเบี้ยนโยบายไทยมีแนวโน้มคงที่ 1%

SCB EIC คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570 แม้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้า แต่แรงหนุนกระจุกตัวในบางภาคส่วน ขณะที่ครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เผชิญภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบาง มาตรการการเงินแบบตรงจุดเพื่อช่วยให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจึงมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ด้านเสถียรภาพราคา SCB EIC ประเมินเงินเฟ้อในช่วงข้างหน้าจะมีแรงกดดันจากราคาพลังงาน การส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าอื่น และราคาอาหารสดที่อาจสูงขึ้นจากน้ำท่วม เงินเฟ้อทั่วไปอาจเข้าใกล้หรือสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ชั่วคราวในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าก่อนทยอยชะลอลง ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2570 จะยังอยู่ในกรอบได้