เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะรองประธานอนุกรรมการ ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร กรมสรรพากร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ
สำหรับการประชุมครั้งที่ 2/2569 ของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เกิดขึ้นเพื่อให้การตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ลงวันที่ 11 พ.ค. 69 ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 69 จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 2 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 3 และให้ที่เหลือเป็นอนุกรรมการ โดยมี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 1 ผู้แทนกรมการปกครองที่อธิบดีกรมการปกครองมอบหมาย เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 2 ส่วนผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 3 ให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

1.กำหนดมาตรการและแนวทางเพื่อตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้จากอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา
2.กำหนดมาตรการและแนวทางเพื่อตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งครอบคลุมถึงการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา
3.ศึกษาและติดตามพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามข้อ 2 (1) และ (2)
4.ศึกษา พิจารณา และให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติเสนอต่อคณะกรรมการ
5.แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
6.ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดตามข้อ 2 (1) และ (2) เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการ
7.แต่งตั้งคณะทำงานหรือชุดปฏิบัติการหรือมอบหมายบุคคลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
8.เชิญบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารข้อมูลได้ตามความจำเป็น
9.ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ของคณะอนุกรรมการตามคำสั่งนี้ ให้ทุกส่วนราชการซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย ปฏิบัติ ร่วมปฏิบัติ หรือสนับสนุนการดำเนินงานตามที่ประธานอนุกรรมการมอบหมายหรือสั่งการ ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ วันที่ 25 มิ.ย. 69
อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การประชุมของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติในวันนี้ มีขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ของทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักธุรกิจชาวอิสราเอล ที่ได้มีการรุกคืบเข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โรงแรม คอนโดมิเนียม สำนักงานกฎหมาย หรือสุสาน เป็นต้น ท่ามกลางข้อกังขาว่าเหตุใดนักธุรกิจชาวอิสราเอลบางส่วนจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงมาถือสัญชาติไทย ทั้งยังครอบครองทรัพย์สินรวมมูลค่าหลายพันล้านบาท และที่สำคัญเมื่อมีการขอจดทะเบียนจัดตั้งประกอบธุรกิจเปิดบริษัท/นิติบุคคล กลับใช้คนไทยมาเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแทนตนเอง ทั้งที่คนไทยเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจเองจริง ซึ่งถูกมองว่าเป็นนิติกรรมอำพราง โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี อันอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อีกทั้งตลอดสัปดาห์นี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบกรณีมีการใช้ที่ดินเป็นสุสานสำหรับฌาปนกิจชาวอิสราเอล อาทิ สุสานชาวยิวบางคล้า (Jewish Cemetery Thailand) จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ออกคำสั่งให้เคลื่อนย้ายศพ 4 ร่างออกนอกพื้นที่สุสานชาวยิวบางคล้าดังกล่าวภายใน 7 วันก็ตาม แต่ตามกฎหมายแล้ว เจ้าของบริษัทหรือเจ้าของพื้นที่ยังสามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน จึงทำให้การรื้อถอนยังคงเป็นอุปสรรค
ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้มีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 3 จุดในจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 69 โดยเฉพาะในอำเภอบางละมุง และพื้นที่พัทยา ซึ่งพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวอิสราเอล ชื่อ นายไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ โดยพบว่า นายไมมอน ได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และรายการทรัพย์สินจำนวนมากภายในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการตัวจริงในส่วนของสำนักงานกฎหมายและโรงแรมอีกหลายแห่ง รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท แต่กลับใช้คนไทยที่เป็นพนักงานในสำนักงานตนเอง มาเป็นกรรมการแทนตน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการใช้นอมินี เป็นเหตุให้ดีเอสไอ รับเรื่องดังกล่าวสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 135/2569 กรณี กล่าวหาว่าการประกอบธุรกิจของบริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด กับพวก กระทำการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน พยานวัตถุ และพยานเอกสารที่ตรวจยึดมาจากพื้นที่ตรวจค้น ก่อนเตรียมพิจารณาออกหมายเรียกบุคคลให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป.



