“14 ก.ย. 69” ถือเป็น วันที่มีความหมายทางการเมือง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน จะนัด ลงมติวินิจฉัยคำร้อง “คดีฮั้ว สว.” หลังการเลือกตั้งผ่านมา 2 ปี  ท่ามกลางแรงกดดันจากพรรคฝ่ายค้าน ทั้ง “ประชาชน (ปชน.)” และ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)”  รวมทั้งเครือข่ายภาคประชาชนอย่าง “ไอลอว์” ที่พยายามกดดันให้ กกต.ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกา โดยยึดถือผลการไต่สวนคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 พบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 229 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ สว. ปัจจุบัน 138 คน ผู้สมัคร สว.ที่ไม่ได้รับเลือก 48 คน ฝ่ายการเมือง 21 คน และเครือข่ายฝ่ายการเมือง 22 คน พร้อมสรุปความเห็น เสนอเอาผิดทั้ง 229 คน ต่อมาในช่วงที่ “นายอิทธิพร บุญประคอง” ทำหน้าที่ประธาน กกต. ได้ลงนามตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ลงมติ 5 ต่อ 2 เสียง สรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว. 

ขณะที่จับสัญญาณจากองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง คงจะมีการแถลงข่าว โดย “สำนักประชาสัมพันธ์ กกต.” ได้แจ้งสื่อมวลชนที่สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าวเรื่อง “ผลการพิจารณาของ กกต.สำนวนการไต่สวนการเลือก สว.” ในวันจันทร์ 14 ก.ย. 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2  

โดยแนวทางการลงมติของ กกต. ถูกวิเคราะห์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ซึ่ง ฉากทัศน์แรก ชี้มูลความผิดยกแผงส่งศาลฎีกา หาก กกต. มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายมีมูลความผิด เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งในจำนวนนี้เป็น สว. ชุดปัจจุบันถึง 138 คน และผู้เกี่ยวข้องอีก 91 คน โดย เชื่อมโยงถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลายราย หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณา ย่อมส่งผลกระทบถึงโครงสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” ในสภาสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉากทัศน์ที่สอง ยกคำร้องทั้งหมด กรณีที่ กกต. เห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ซึ่งเคยมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า พยานหลักฐานไปไม่ถึง และไม่มีมูลความผิด อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้คาดว่า จะสร้างแรงกระแทกทางการเมืองและแรงกดดันจากสังคมอย่างหนัก ฉากทัศน์ที่สาม ฟ้องบางราย-ยกคำร้องบางราย โดยอาจสั่งฟ้องเฉพาะกลุ่มที่มีพยานหลักฐานมัดแน่น หรือกลุ่ม “สีน้ำเงินอ่อน” และสั่งยกคำร้องในส่วนที่หลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อลดแรงปะทะจากทุกฝ่าย

ด้าน “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรค ภท. โพสต์ข้อความกรณีการเลือก สว. ว่า รัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัย หรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ดังนั้นสิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่าสังคมสงสัยมากเพียงใด แต่คือพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่ รธน.กำหนดหรือไม่ ซึ่งมี 7 ประเด็นสำคัญ 1.ข้อกังขาของสังคม ไม่เท่ากับหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า สิ่งที่ กกต. ต้องพิจารณาคือ พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ที่ รธน.กำหนดหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาจากระดับความสงสัย หรือแรงกดดันของสังคม 2. กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ที่มีหน้าที่ส่งทุกข้อกล่าวหาให้ศาล กกต.มีหน้าที่สืบสวน ไต่สวน ตรวจสอบ และชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ก่อนตัดสินใจว่า จะยื่นคำร้องหรือยุติเรื่อง

3. สำนวนของ กกต. มีความสำคัญต่อการพิจารณาของศาลโดยตรง กกต. ยิ่งต้องตรวจสอบให้สิ้นกระแสความก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เหตุว่า ให้ศาลไปตรวจสอบต่อเอง 4. ความรับผิดต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคล คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ต้องพิสูจน์ทั้งการกระทำที่กล่าวหา และความเชื่อมโยงถึงผู้สมัครที่ถูกร้อง มิใช่อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานจากสถานการณ์โดยรวม 5. พยานที่กลับคำให้การหรือได้รับประโยชน์ ต้องถูกชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวัง 6. Accountability ไม่ได้หมายความว่า “ต้องส่งศาล” หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยุติเรื่อง  7. หลักนิติธรรมต้องคุ้มครองทั้งสังคม และผู้ถูกกล่าวหา Rule of Law วันที่ 14 ก.ย. สิ่งที่ กกต. ต้องรับผิดชอบ จึงไม่ใช่การตัดสินใจให้ถูกใจฝ่ายใด แต่คือการตอบคำถามตาม รธน.อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครควรถูกวางไว้ใต้กระแส จนกฎหมายหมดความหมาย

ส่วน “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรม #สั่งฟ้องโกงสว. #สั่งฟ้อง229 ด้วยการเดินเท้าระยะทาง 11 กม. จากออฟฟิศไอลอว์  ถึงหอศิลปวัฒนธรรม ว่า ข้อเรียกร้องคือ ต้องการให้ส่งคดีนี้ไปถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง 229 คน ต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนกระทำความผิด ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดไปแล้ว แต่ต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัย ได้เอกสารหลักฐานทั้งหมดในสำนวน “และขอเชิญชวนประชาชนที่จะใช้ 24 ชั่วโมงสุดท้ายนี้ร่วมกัน แสดงออกเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้มีกิจกรรมหลายจังหวัด ถ้าผ่านวันนี้ไปแล้ว ถ้า กกต.ไม่สนใจเสียงของประชาชน ถ้า กกต. สั่งไม่ฟ้องคนที่เลือกพวกเขามา หากท่านไม่สามารถออกมาจากบ้านได้ก็สามารถที่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย ในทางแสดงออก #สั่งฟ้องสว. เราต้องการทุกเสียง รวมพลังครั้งสำคัญครั้งสุดท้าย”

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเห็นอย่างไร หากพรุ่งนี้ กกต.มี มติสั่งไม่ฟ้องบางส่วนและสั่งฟ้องบางส่วน นายยิ่งชีพ กล่าวว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องของคนไหน เราก็พร้อมเอาหลักฐานในส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด ก็เปิดเผยทั้งหมด และ พรุ่งนี้ไม่ได้ไปที่ กกต. ไม่ได้จัดกิจกรรมที่ กกต. เห็นข่าวเรื่องกังวลเรื่องความปลอดภัย 

ขณะที่ผลพวงตามมา หาก กกต. ชี้มูลความผิดทั้ง 229 คน ซึ่งมีแกนนำพรรค ภท.อยู่ด้วย ซึ่งในนั้นคือ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. และถ้าหากเรื่องส่งไปให้ศาลฎีกา และศาลฎีกาสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลกระทบฝ่ายบริหารแน่ๆ รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป. ตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามว่า หาก กกต.มีมติส่งรายชื่อ สว. หรือ สส. หรือรัฐมนตรี ว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. บุคคลเหล่านี้ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหรือไม่ว่า ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน ซึ่งการหยุดปฏิบัติหน้าที่นี้เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่รวมถึงไม่กระทบกับการบริหารราชการแผ่นดิน

ส่วนความพยายามของ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ต้องการเปลี่ยนสูตรจัดตั้งรัฐบาล เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดย อาจต้องการตั้งรัฐบาลภายใต้สูตร (ส้ม-แดง-เขียว) ปชน.-พท.และกล้าธรรม (กธ.) เพราะคงคิดว่า ถ้ารอหลังการเลือกตั้ง พรรคส้มอาจไม่มีหวังในการได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่มีท่าทีของแกนนำพรรค พท. “นายภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรค พท. โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชันระบุว่า “ส้ม” ไม่มีสิทธิเรียกร้องพรรค พท.  ตอนคุยตั้งรัฐบาล ถ้าให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตแคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. ยุบสภาทันที ไม่รอ 4 เดือน คดีเขากระโดงจะจบใน 1 เดือน ฮั้ว สว. ก็จะทำให้จบ แต่ “ส้ม” ไม่ไยดี ยกให้ “น้ำเงิน” เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่เตือนแล้ว เขากระโดง และ ฮั้ว สว. จะหายไป เราทำแล้วแต่คุณไม่ร่วมทำ จะเรียกร้องเราอีกทำไม

ผลจากการสื่อสารดังกล่าว ทำให้ “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ข้อความกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ ระบุว่า พรรค พท. ทำเรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. แล้ว แต่ส้มไม่ร่วม จะเรียกร้องอีกทำไม ว่า พรรค ปชน. ก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ เลือกนายกฯ ตนไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ หากพรรค พท.ยังคงเห็นว่า ทั้งเรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว.นั้น เป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมือง หากปล่อยให้เรื่องหายไป อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศ พรรค พท.ก็ควรต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อทั้งสองกรณีนี้ ความผิดพลาดของพรรค ปชน. ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้พรรค พท.ละทิ้งหลักการที่ตัวเองเคยยืนยันว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมือง เหตุผลที่ว่า “ที่ผมต้องยอมไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน ก็เพราะคุณไม่ให้อำนาจกับผมเอง พอผมไม่มีอำนาจ ผมก็เลยต้องไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน” ไม่ใช่เหตุผลที่สังคมจะยอมรับได้

“สำหรับพรรค ปชน. พวกเราจะขอรับผิดชอบต่อสิ่งที่พรรคได้กระทำลงไป อย่างสุดความสามารถ เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราแก้ไขที่อนาคตได้ครับ  ทุกวันนี้ก็ยังคง น้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดิม ส่วนพรรค พท.จะตัดสินใจอย่างไร ผมคงไม่ก้าวล่วง แต่เมื่อพรรค พท.เคยบอกกับประชาชนเองว่า สองเรื่องนี้ร้ายแรง และ ต้องจัดการให้จบ วันนี้พรรค พท.ก็คงต้องเป็นผู้ตอบประชาชนเองว่า หลักการนั้น ยังเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อสถานะทางการเมืองของตัวเองเปลี่ยนไป สุดท้ายทุกพรรคต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง และ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน” นายวิโรจน์ กล่าว

ก่อนหน้านั้น “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พรรคกล้าธรรม (กธ.) โหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ให้รัฐบาล มีนัยทางการเมืองหรือการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่ ว่า ขอไปพูดคุยกับหัวหน้าพรรค กธ. ก่อน เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค กธ. บอกว่ากับนายอนุทินยังเป็นเพื่อนซี้กันเหมือนเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า “เอ้า ตั้งกี่สิบปีแล้วล่ะ ถ้าเทียบรุ่น ก็รุ่นเดียวกัน” เมื่อถามต่อว่า เสถียรภาพของรัฐบาลตอนนี้ จำเป็นต้องเติมพรรคอื่นเข้ามาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ทุกวันนี้และวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง

เมื่อถามอีกว่า ถามตรงๆ ว่า พรรค กธ. มีโอกาสร่วมรัฐบาล ใน 4 ปีนี้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า การเมือง มันไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส ถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการปรับ ครม. โดยมีพรรค กธ.เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันว่าช่วงเวลานี้ยังไม่ปรับ ครม.ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยัง แนวนโยบายและเป้าหมายเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน และพร้อมทำหน้าที่เพื่อผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่

การแสดงออกของนายกฯ มีความชัดเจน ไม่ต้องการตัดสัมพันธ์กับ พรรค กธ. เพราะหากในอนาคต มีปัญหากับ “พท.” จะได้มีพรรคสำรองไว้คอยช่วยเหลือยามฉุกเฉิน

ทีมข่าวการเมือง