เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุมเจ้าพระยา ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า เขตพระนคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ที่พบที่ผ่านมานั้น จะเป็นในรูปแบบศูนย์ข้อมูลที่อยู่แฝงไปตามอาคาร และตึกสำนักงานต่างๆ ไม่ได้มีการขออนุญาตเป็นทางการ ซึ่งจากการค้นหาข้อมูลของ กทม. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สามารถแบ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่ในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ ซึ่งในอดีตที่เรียกกันว่าศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือระบบคลาวด์ ของหน่วยงานต่างๆ รวม 43 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์ และเปิดดำเนินการมานานแล้ว
ขณะที่อีกกลุ่มเป็นแบบ Stand Alone มีจำนวน 6 แห่ง เปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันชะลอการพิจารณาใบอนุญาตแล้ว ขณะที่การสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม 43 แห่ง มี 31 แห่ง ที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ส่วนอีก 12 แห่ง มีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ซึ่งได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว
และดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200-300 เมกะวัตต์ เหมือนในต่างจังหวัด โดยปัจจุบันพบข้อมูลว่ามีการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ส่วนการใช้น้ำประปายังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจหน้าที่หลักในการกำกับดูแลผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานสาธารณสุข โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างครอบคลุม
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ระหว่างรอความชัดเจนจากรัฐบาล กทม. จึงได้จัดทำ Check-list ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 5 ด้าน เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. มาตรฐานอาคาร ต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล 2. การใช้ทรัพยากร ทั้งการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำและไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวงกำหนด 3. ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านความร้อน และมลพิษทางเสียง 4. การป้องกันอัคคีภัย มีการตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน และ 5. การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพหนีไฟ มีการจัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟ
สำหรับรายละเอียดในการตรวจเช็กลิสต์นั้น จะครอบคลุมในทุกเรื่อง เพื่อดูแลประชาชนโดยรอบ อาทิ มีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง, ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time รวมถึงตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ มีการวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

ส่วนการอนุมัติโครงการใหม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดแล้ว ยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายพรพรหม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเคยได้รับการร้องเรียนเรื่องของมลพิษทางเสียงจุดหนึ่งที่จุดบางกะปิ ตรวจสอบพบว่ามีการทดสอบเครื่อง ที่ใช้สำหรับไฟสำรองในตอนกลางคืน ทำให้ประชาชนโดยรอบร้องเรียนเรื่องมลพิษทางเสียง ซึ่งทำให้ กทม. เพิ่มเช็กลิสต์ในการตรวจเสียง เป็นสองระดับ ระดับแรกคือเสียงในสภาวะปกติ 24 ชั่วโมง แต่ กทม. จะให้ทดสอบเพิ่มเติมในช่วงเมื่อทดสอบระบบด้วย ซึ่งจะต้องรายงานว่าจะมีการทดสอบระบบวันไหนเวลาใด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการทดสอบเดือนละครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ซึ่งก็จะต้องรายงานค่าเสียงห้ามเกินตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามใช้อำนาจที่มี ในการตรวจสอบในระหว่างช่วงที่รอรายละเอียดเพิ่มเติม ในการกำหนดเรื่องผังเมืองต่างๆ จากคณะกรรมการชุดใหญ่ โดยสรุปคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีขนาดใหญ่ มีขนาด 20 เมกะวัตต์ถึง 25 เมกะวัตต์ การสะสมน้ำมันเป็นไปตามกฎหมายที่กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการจะเปิดได้ก็ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมฯ ก่อน กทม. ก็จะดูมาตรการต่างๆ ที่เข้มข้น ผลกระทบทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และระบบความพร้อมในด้านความปลอดภัย ดังนั้น สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รอมาตรการในการดำเนินการระยะยาวต่อไป.



