สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่า ผลการศึกษานี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุธารน้ำแข็งเทือกเขาหิมาลัยถล่ม เมื่อช่วงปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ตามแนวชายแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,300 ราย และผู้สูญหายมากกว่า 5,300 คน

งานศึกษาพบว่า เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่นไป สิ่งที่หลงเหลือคือทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง ซึ่งถูกกั้นไว้โดยเศษหินและน้ำแข็ง ตั้งอยู่เหนือหุบเขาที่มีผู้คนอยู่อาศัยหลายล้านคน

นอกจากนี้ การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ยังเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการติดตามธารน้ำแข็งภาคสนามเพียง 21 แห่งเท่านั้น จากจำนวนธารน้ำแข็งประมาณ 40,000 แห่งทั่วภูมิภาคเทือกเขาฮินดูกูช-เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นระบบเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดผ่าน 8 ประเทศ ตั้งแต่อัฟกานิสถานไปจนถึงเมียนมา

อนึ่ง ทะเลสาบธารน้ำแข็งเกือบ 200 แห่งในอินเดีย ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูง โดยในจำนวนนี้ 56 แห่ง ถูกจัดอยู่ในระดับ “ความเสี่ยงสูงมาก” ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนหลายล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ปลายน้ำ

เมื่อภูมิภาคนี้เข้าใกล้ภาวะ “ปริมาณน้ำสูงสุด” ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณในแม่น้ำหยุดเพิ่มระดับและเริ่มลดลง มันจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงด้านน้ำ อีกทั้งเทือกเขาหิมาลัยยังเป็นรากฐานที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดีย.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS